วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

#นิทานธรรมบท ๑๔ เรื่อง ในยมกวรรค ธัมมปทัฏฐกถา ภาคที่ ๑




 


นิทานธรรมบท ๑๔ เรื่อง

ในยมกวรรค ธัมมปทัฏฐกถา ภาคที่ ๑

เรียบเรียงโดย

พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร

  ==============================================

คำนำ

นิทานธรรมบท ๑๔ เรื่อง ในยมกวรรค ธัมมปทัฏฐกถา ภาคที่ ๑

เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร
สำนักพิมพ์ทองใบ


หนังสือ นิทานธรรมบท ๑๔ เรื่อง ในยมกวรรค ธัมมปทัฏฐกถา ภาคที่ ๑” เล่มนี้ ได้เรียบเรียงขึ้นจากคัมภีร์อรรถกถาธรรมบท (ธัมมปทัฏฐกถา) ในหมวด ยมกวรรค ซึ่งเป็นหมวดแรกแห่งพระธรรมบท อันประกอบด้วยพระคาถาคู่ และเรื่องราวอันลึกซึ้งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมประกอบเหตุการณ์จริงในสมัยพุทธกาล

เนื้อหาในเล่มนี้ได้คัดสรรและเรียบเรียงใหม่ให้เหมาะสมต่อการศึกษา โดยยังคงสาระสำคัญตามแนวอรรถกถาเดิม ได้แก่ พระคาถาบาลี คำอ่าน คำแปล พร้อมทั้งเรื่องเล่าประกอบเหตุการณ์ ความหมายเชิงธรรม หลักธรรมที่ได้รับ ข้อคิดในชีวิตประจำวัน และเกร็ดความรู้ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าถึงพระธรรมได้อย่างเป็นระบบและเข้าใจง่าย

นิทานธรรมบททั้ง ๑๔ เรื่องในเล่มนี้ อาทิ เรื่องพระจักขุปาลเถระ มัฏฐกุณฑลี พระนันทเถระ พระเทวทัต สญชัย ธัมมิกอุบาสก ตลอดจนเรื่องอื่น ๆ ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงหลักธรรมสำคัญของพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกรรมและผลของกรรม ความไม่ประมาท ความเพียร ความสำรวมจิตใจ ตลอดจนการละกิเลสเพื่อเข้าถึงความสงบอันแท้จริง

ผู้เรียบเรียงมีความมุ่งหมายให้หนังสือเล่มนี้เป็นทั้งสื่อการศึกษา และแนวทางการพิจารณาธรรมในชีวิตประจำวัน เหมาะสำหรับนักเรียนบาลี นักธรรม พระภิกษุสามเณร ตลอดจนพุทธศาสนิกชนทั่วไป ที่ปรารถนาจะศึกษาพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างถูกต้องและเป็นระบบ

หากมีข้อผิดพลาดหรือบกพร่องประการใด ผู้เรียบเรียงขอน้อมรับไว้ด้วยความเคารพ และขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยโปรดอำนวยอวยพรให้การเผยแผ่พระธรรมครั้งนี้ เป็นประโยชน์แก่สาธุชนทั้งหลายสืบไป


ตลอดการจัดทำ เราได้วางรูปแบบให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกเรื่อง ได้แก่

  • พระคาถาภาษาบาลี
  • คำอ่าน
  • คำแปล
  • ความเป็นมา
  • พระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดง
  • หลักธรรมที่ได้รับ
  • ข้อคิดสำหรับชีวิตประจำวัน
  • เกร็ดความรู้
  • สรุปธรรม

·         ขออนุโมทนาบุญแก่ทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทำหนังสือเล่มนี้

สำนักพิมพ์ทองใบ
พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร

 

 ==============================================

สารบัญ

นิทานธรรมบท ๑๔ เรื่อง ในยมกวรรค ธัมมปทัฏฐกถา ภาคที่ ๑

เรียบเรียงโดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร
สำนักพิมพ์ทองใบ


บทที่ 1

นิทานธรรมบท เรื่องพระจักขุปาลเถระ

บทที่ 2

นิทานธรรมบท เรื่องมัฏฐกุณฑลี

บทที่ 3

นิทานธรรมบท เรื่องติสสเถรวัตถุ (พระเถระชื่อว่าติสสะ)

บทที่ 4

นิทานธรรมบท เรื่องความเกิดขึ้นของนางกาลียักษิณี

บทที่ 5

นิทานธรรมบท เรื่องภิกษุชาวเมืองโกสัมพี

บทที่ 6

นิทานธรรมบท เรื่องจุลกาลและมหากาล

บทที่ 7

นิทานธรรมบท เรื่องพระเทวทัต

บทที่ 8

นิทานธรรมบท เรื่องสญชัย

บทที่ 9

นิทานธรรมบท เรื่องพระนันทเถระ

บทที่ 10

นิทานธรรมบท เรื่องนายจุนทสูกริก

บทที่ 11

นิทานธรรมบท เรื่องธัมมิกอุบาสก

บทที่ 12

นิทานธรรมบท เรื่องพระเทวทัต

บทที่ 13

นิทานธรรมบท เรื่องนางสุมนาเทวี

บทที่ 14

นิทานธรรมบท เรื่องภิกษุ 2 สหาย (พหุมฺปิ เจ ฯลฯ)

 

ประวัติผู้เรียบเรียงและสำนักพิมพ์ทองใบ

 

 ==============================================

 

เรื่องที่ 1

นิทานธรรมบท เรื่องพระจักขุปาลเถระ

(เรียบเรียงจากอรรถกถาธรรมบท ยมกวรรค)


พระคาถา

**มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา

มนสา เจ ปทุฏฺเฐน ภาสติ วา กโรติ วา

ตโต นํ ทุกฺขมนฺเวติ จกฺกํว วหโต ปทํ**

คำอ่าน

มะโนปุพพังคะมา ธัมมา มะโนเสฏฐา มะโนมะยา

มะนะสา เจ ปะทุฏเฐนะ ภาสะติ วา กะโรติ วา

ตะโต นัง ทุกขะมันเวติ จักกังวะ วะหะโต ปะทัง


คำแปล

ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ

ถ้าบุคคลมีใจเศร้าหมองแล้ว พูดก็ตาม ทำก็ตาม

ความทุกข์ย่อมติดตามผู้นั้นไป

เหมือนล้อเกวียนหมุนติดตามรอยเท้าของโคที่ลากเกวียน


ความเป็นมา

ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี ได้มีภิกษุรูปหนึ่งนามว่า พระจักขุปาลเถระ ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระอรหันต์ผู้มีความอดทนอย่างยิ่ง แม้ว่าท่านจะตาบอดทั้งสองข้าง แต่ยังคงดำรงชีวิตด้วยความสงบและตั้งมั่นในธรรม

อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่พระจักขุปาลเถระกำลังเดินจงกรมในเวลากลางคืน เนื่องจากไม่สามารถมองเห็นพื้นดินได้ ท่านจึงเหยียบแมลงตัวเล็ก ๆ จำนวนมากจนตาย ภิกษุบางรูปเห็นเข้า จึงเข้าใจว่าท่านเป็นผู้ฆ่าสัตว์ และนำเรื่องไปกราบทูลพระพุทธเจ้า

พระพุทธองค์ตรัสว่า

"พระจักขุปาลมิได้มีเจตนาจะฆ่าสัตว์ จึงไม่มีบาปจากการฆ่านั้น"

จากนั้นพระองค์ทรงเล่าถึงกรรมในอดีตชาติของพระจักขุปาลเถระ


อดีตกรรมของพระจักขุปาลเถระ

ในอดีตกาล พระจักขุปาลเคยเกิดเป็นนายแพทย์ผู้มีความรู้ในการรักษาโรคตา

วันหนึ่ง มีสตรีผู้มั่งคั่งคนหนึ่งมารักษาอาการเจ็บตา พร้อมให้สัญญาว่า หากรักษาหายจะมอบทรัพย์สินและยอมเป็นผู้รับใช้ของแพทย์

เมื่อรักษาจนหายดีแล้ว นางกลับผิดสัญญา เพราะเสียดายทรัพย์ จึงแกล้งทำเป็นว่ายังไม่หาย

นายแพทย์เกิดความโกรธและคิดแก้แค้น จึงปรุงยาที่ทำให้ดวงตาของนางเสียจนมืดบอด

แม้กรรมนั้นจะผ่านมาหลายภพหลายชาติ แต่เมื่อถึงเวลาสุกงอม พระจักขุปาลจึงได้รับผลของกรรม คือเกิดมาตาบอดในชาติสุดท้าย แม้ว่าท่านจะได้บรรลุพระอรหันต์แล้วก็ตาม

เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า กรรมที่ได้กระทำไว้ย่อมให้ผลเมื่อถึงกาลอันสมควร แม้ผู้ปฏิบัติธรรมจนสิ้นกิเลสแล้วก็ยังต้องรับผลของกรรมเก่าที่ได้กระทำไว้ก่อนบรรลุธรรม


การบรรพชาและการบรรลุธรรม

เมื่อพระจักขุปาลได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเกิดศรัทธาอย่างแรงกล้า จึงขอบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา

ท่านตั้งใจปฏิบัติกรรมฐานด้วยความเพียร ไม่ยอมล้มเลิกแม้ดวงตาจะอักเสบอย่างรุนแรง หมอและพระอุปัชฌาย์แนะนำให้พักรักษาตัว แต่ท่านเกรงว่าจะทำให้ความเพียรลดลง จึงยังคงเจริญภาวนาต่อไป

ด้วยความเพียรอันแน่วแน่ ท่านได้บรรลุพระอรหัตผล แต่ดวงตาทั้งสองก็สูญเสียการมองเห็นเนื่องจากโรคที่กำเริบ

พระจักขุปาลมิได้เสียใจต่อความพิการนั้น เพราะท่านเห็นว่าการสิ้นกิเลสสำคัญยิ่งกว่าการมีดวงตาทางกาย


เหตุการณ์ที่ถูกกล่าวหา

คืนหนึ่ง พระจักขุปาลเดินจงกรมอยู่ในบริเวณวัด จึงเหยียบแมลงจำนวนมากตายโดยไม่รู้ตัว

ภิกษุบางรูปกล่าวหาว่าท่านละเมิดศีลข้อปาณาติบาต

เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบเรื่อง จึงตรัสว่า

"ภิกษุทั้งหลาย พระอรหันต์ไม่มีเจตนาฆ่าสัตว์ เพราะจิตของท่านบริสุทธิ์แล้ว"

พระองค์ทรงอธิบายว่า การจะเป็นกรรมทางพระพุทธศาสนานั้น ต้องมี เจตนา เป็นองค์ประกอบสำคัญ การกระทำที่ปราศจากเจตนา แม้ก่อให้เกิดความเสียหาย ก็ไม่จัดเป็นกรรมในความหมายเดียวกับการจงใจทำ


พระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดง

พระองค์ตรัสพระคาถาว่า

"ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจ..."

เพื่อแสดงให้เห็นว่า

  • ความคิดเป็นต้นเหตุของการกระทำ
  • เจตนาเป็นตัวกำหนดกรรม
  • จิตที่เศร้าหมองนำไปสู่ความทุกข์
  • จิตที่บริสุทธิ์ย่อมนำไปสู่ความหลุดพ้น

หลักธรรมที่ได้รับ

  • เจตนาเป็นหัวใจของกรรม การกระทำจะเป็นบุญหรือบาปขึ้นอยู่กับความตั้งใจ
  • กรรมเก่าให้ผลได้ แม้หลังจากเปลี่ยนแปลงตนเองแล้ว ผลของกรรมที่เคยทำไว้ยังอาจตามมาส่งผล
  • ความเพียรนำไปสู่ความสำเร็จ พระจักขุปาลยอมเสียการมองเห็นเพื่อรักษาความเพียรในการปฏิบัติธรรม
  • การไม่ตัดสินผู้อื่นจากสิ่งที่เห็นภายนอก เพราะความจริงอาจแตกต่างจากที่เข้าใจ

ข้อคิดสำหรับชีวิตประจำวัน

  • ก่อนพูดหรือทำสิ่งใด ควรตรวจสอบเจตนาของตนให้บริสุทธิ์
  • ไม่ควรรีบด่วนตัดสินผู้อื่นจากเหตุการณ์ที่เห็นเพียงภายนอก
  • ความผิดพลาดในอดีตแก้ไขไม่ได้ แต่สามารถสร้างเหตุแห่งความดีในปัจจุบันได้
  • ความเพียรและสติจะช่วยให้ผ่านอุปสรรค แม้ในยามที่ชีวิตเผชิญความยากลำบาก

เกร็ดความรู้

พระจักขุปาลเถระ ได้รับการยกย่องในพระพุทธศาสนาว่าเป็นแบบอย่างของผู้มีความอดทนและความเพียรอย่างยิ่ง แม้สูญเสียดวงตา แต่สามารถบรรลุพระอรหัตผลด้วยการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

เรื่องของท่านเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงหลัก "เจตนาหัง ภิกขเว กมฺมํ วทามิ" คือ "ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า เจตนาเป็นกรรม"


สรุปธรรม

พระจักขุปาลเถระเป็นตัวอย่างของผู้ที่ยอมรับผลแห่งกรรมเก่าด้วยใจสงบ ไม่โทษผู้อื่นหรือโชคชะตา แต่ใช้ทุกขเวทนาเป็นแรงผลักดันในการปฏิบัติธรรมจนบรรลุพระอรหัตผล เรื่องนี้สอนให้ตระหนักว่า จิตเป็นต้นกำเนิดของกรรม และการฝึกใจให้บริสุทธิ์ย่อมนำไปสู่ความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง แม้ยังต้องเผชิญผลของกรรมในอดีตก็ตาม

==============================================

เรื่องที่ 2

นิทานธรรมบท เรื่องมัฏฐกุณฑลี

(เรียบเรียงจากอรรถกถาธรรมบท ยมกวรรค)


พระคาถา

**มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา

มนสา เจ ปสนฺเนน ภาสติ วา กโรติ วา

ตโต นํ สุขมนฺเวติ ฉายาว อนปายินี**

คำอ่าน

มะโนปุพพังคะมา ธัมมา มะโนเสฏฐา มะโนมะยา

มะนะสา เจ ปะสันเนนะ ภาสะติ วา กะโรติ วา

ตะโต นัง สุขะมันเวติ ฉายาวะ อะนะปายินี


คำแปล

ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ

หากบุคคลมีใจผ่องใสแล้ว พูดก็ตาม ทำก็ตาม

ความสุขย่อมติดตามผู้นั้นไป

ดุจเงาที่ติดตามตัวไม่ห่าง


ความเป็นมา

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี มีพราหมณ์ผู้หนึ่งเป็นคนมั่งคั่ง แต่มีนิสัยตระหนี่อย่างยิ่ง แม้มีทรัพย์สินมากมายก็ไม่ยอมใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ของตนหรือผู้อื่น ไม่ทำบุญ ไม่ถวายทาน และไม่ยอมรักษาผู้เจ็บไข้ด้วยการจ้างหมอ เพราะเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองทรัพย์

พราหมณ์ผู้นี้มีบุตรชายคนเดียว รูปงามมาก จึงให้ช่างทำต่างหูทองคำขัดเงาอย่างประณีตไว้สวม จึงเป็นที่มาของชื่อ "มัฏฐกุณฑลี" ซึ่งหมายถึง "ผู้มีต่างหูทองคำขัดเงา"


ความตระหนี่ของบิดา

เมื่อมัฏฐกุณฑลีเติบโตเป็นหนุ่ม เขาเกิดล้มป่วยด้วยโรคร้ายแรง

ญาติพี่น้องแนะนำให้เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมารักษา แต่บิดาเกรงว่าจะเสียค่ารักษา จึงไม่ยอมเชิญแพทย์

ต่อมาอาการของบุตรทรุดหนัก บิดาจึงไปถามตำรับยาจากแพทย์ด้วยตนเอง เพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่าย แล้วนำยามาปรุงรักษาเอง แต่โรคของบุตรรุนแรงเกินกว่าจะเยียวยาได้

เมื่อเห็นว่าบุตรใกล้เสียชีวิต บิดาเกรงว่าผู้คนจะเห็นทรัพย์สมบัติในบ้าน จึงให้ย้ายลูกชายไปนอนที่ระเบียงหน้าบ้านแทน


พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระมหากรุณา

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูสัตว์โลกด้วยพระพุทธญาณในเวลาใกล้รุ่ง และทรงทราบว่ามัฏฐกุณฑลีมีอุปนิสัยที่จะบรรลุธรรม หากได้เห็นพระองค์ก่อนสิ้นชีวิต

จึงเสด็จพร้อมภิกษุสงฆ์มายังหน้าบ้านของพราหมณ์

ขณะนั้นมัฏฐกุณฑลีนอนหมดเรี่ยวแรง ไม่สามารถลุกขึ้นถวายบังคมได้

เมื่อเหลือบเห็นพระวรกายอันสง่างามและพระรัศมีอันสุกสว่างของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เขาเกิดปีติและศรัทธาอย่างแรงกล้า แม้จะไม่มีโอกาสถวายทานหรือฟังธรรม แต่จิตของเขาเลื่อมใสบริสุทธิ์อย่างยิ่ง

เขาตั้งใจน้อมถวายความเคารพแด่พระพุทธองค์ด้วยใจ ก่อนจะสิ้นลมหายใจในเวลาต่อมา


ผลแห่งจิตที่ผ่องใส

ด้วยอำนาจแห่งศรัทธาอันบริสุทธิ์ในวาระสุดท้าย มัฏฐกุณฑลีจึงไปบังเกิดเป็นเทพบุตรผู้มีวิมานงดงามในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

เทพบุตรมัฏฐกุณฑลีระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า จึงลงมาปรากฏกายต่อหน้าบิดา ผู้กำลังโศกเศร้าอยู่ที่ป่าช้า

ท่านแสดงอิทธิปาฏิหาริย์และสนทนาธรรมกับบิดา จนบิดาเกิดความสงสัยว่าเทพบุตรองค์นี้คือใคร

เมื่อทราบว่าเป็นบุตรชายของตน จึงประหลาดใจอย่างยิ่ง เพราะเข้าใจว่าบุตรไม่ได้ทำบุญใด ๆ เลย

เทพบุตรอธิบายว่า

"เพราะจิตเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงชั่วขณะเดียว จึงได้บังเกิดในสวรรค์"


พราหมณ์เกิดศรัทธา

เมื่อฟังคำอธิบายของเทพบุตร บิดาจึงเกิดความสำนึกในความตระหนี่ของตน

ต่อมาจึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ฟังพระธรรมเทศนา และได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุเป็นพระโสดาบัน

หลังจากนั้น พราหมณ์เลิกความตระหนี่ หมั่นทำบุญ รักษาศีล และบำเพ็ญกุศลตลอดชีวิต


พระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดง

พระองค์ตรัสพระคาถาว่า

"ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ หากบุคคลมีใจผ่องใสแล้ว พูดหรือทำ ความสุขย่อมติดตามเขา ดุจเงาที่ไม่พรากจากตัว"

พระดำรัสนี้ชี้ให้เห็นว่า ความบริสุทธิ์ของจิตเป็นเหตุแห่งความสุขและผลบุญ แม้เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ หากจิตประกอบด้วยศรัทธาอันแท้จริง ก็ย่อมให้ผลอันยิ่งใหญ่ได้


หลักธรรมที่ได้รับ

  • จิตเป็นประธานของการกระทำ ความดีเริ่มต้นจากใจที่ผ่องใส
  • ศรัทธาที่บริสุทธิ์มีอานิสงส์มาก แม้เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะ ก็อาจเป็นเหตุให้เกิดผลบุญอันยิ่งใหญ่
  • ความตระหนี่เป็นเครื่องกั้นความเจริญ ผู้ยึดติดในทรัพย์ย่อมเสียโอกาสในการสร้างกุศล
  • พระมหากรุณาของพระพุทธเจ้าไม่มีประมาณ พระองค์ทรงช่วยเหลือสัตว์โลกตามกำลังแห่งอุปนิสัยของแต่ละคน

ข้อคิดสำหรับชีวิตประจำวัน

  • อย่าผัดวันประกันพรุ่งในการทำความดี เพราะไม่มีใครรู้ว่าวันสุดท้ายของชีวิตจะมาถึงเมื่อใด
  • ความเมตตาและการเสียสละ มีคุณค่ามากกว่าการสะสมทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว
  • การรักษาใจให้เลื่อมใสในคุณความดี เป็นการสร้างเหตุแห่งความสุขทั้งในปัจจุบันและอนาคต
  • ทรัพย์สินที่ไม่ได้นำมาใช้เพื่อประโยชน์ ย่อมไม่อาจติดตามเราไปหลังความตาย แต่บุญกุศลจะติดตามไปทุกภพทุกชาติ

เกร็ดความรู้

คำว่า "มัฏฐกุณฑลี" (บาลี: Maṭṭhakuṇḍalī) แปลว่า "ผู้มีต่างหูที่ขัดเงาแล้ว" เป็นชื่อที่ตั้งตามเครื่องประดับทองคำซึ่งบิดาให้ทำขึ้นอย่างประณีต แสดงถึงความรักที่มีต่อบุตรในด้านวัตถุ แต่กลับละเลยการดูแลรักษาชีวิตของบุตรด้วยความตระหนี่


สรุปธรรม

เรื่องมัฏฐกุณฑลีสอนว่า จิตที่ผ่องใสและศรัทธาอันบริสุทธิ์เป็นรากฐานของบุญทั้งหลาย แม้ผู้ที่ไม่มีโอกาสทำบุญใหญ่ หากมีใจเลื่อมใสในพระรัตนตรัยอย่างแท้จริง ก็สามารถได้รับอานิสงส์อันยิ่งใหญ่ได้ ขณะเดียวกัน เรื่องนี้ยังเตือนใจไม่ให้ยึดติดในทรัพย์สินจนละเลยคุณค่าของชีวิต ความเมตตา และการสร้างกุศล เพราะสิ่งที่จะติดตามเราไปได้หลังความตาย คือผลแห่งกรรมดีที่ได้กระทำด้วยใจอันบริสุทธิ์เท่านั้น.

==============================================

เรื่องที่ 3

นิทานธรรมบท เรื่องติสสเถรวัตถุ (พระเถระชื่อว่าติสสะ)

(เรียบเรียงจากอรรถกถาธรรมบท ยมกวรรค)


พระคาถา

อักโกจฉิ มํ อวธิ มํ
อชินิ มํ อหาริ เม
เย จ ตํ อุปนยฺหนฺติ
เวรํ เตสํ น สมฺมติ

คำอ่าน

อักโกจฉิ มัง อะวะธิ มัง
อะชินิ มัง อะหาริ เม
เย จะ ตัง อุปะนัยหันติ
เวรัง เตสัง นะ สัมมะติ


คำแปล

"เขาด่าเรา เขาทำร้ายเรา เขาชนะเรา เขาแย่งของเราไป"

ผู้ใดยังคอยผูกใจคิดเช่นนี้อยู่ ความพยาบาทของผู้นั้นย่อมไม่ระงับ


ความเป็นมา

ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี มีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อว่า พระติสสเถระ เป็นผู้มีความตั้งใจในการปฏิบัติธรรม แต่มีอุปนิสัยใจร้อนและมักเก็บคำพูดหรือการกระทำของผู้อื่นมาคิดอยู่เสมอ

เมื่อมีภิกษุรูปใดกล่าวตักเตือน แม้ด้วยความหวังดี ท่านกลับน้อยใจ คิดว่าตนถูกดูหมิ่น ไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงหลีกเลี่ยงการพูดคุยกับภิกษุรูปนั้น และยังนำเรื่องไปเล่าให้ผู้อื่นฟัง ทำให้เกิดความหมางใจภายในหมู่สงฆ์


ความขัดแย้งในหมู่สงฆ์

วันหนึ่ง พระภิกษุหลายรูปช่วยกันทำความสะอาดพระวิหาร

พระติสสเถระได้วางเครื่องใช้ไว้ไม่เป็นระเบียบ ภิกษุอาวุโสรูปหนึ่งจึงกล่าวเตือนด้วยถ้อยคำสุภาพว่า

"ท่านติสสะ ควรเก็บสิ่งของให้เรียบร้อย เพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวม"

แม้จะเป็นเพียงคำแนะนำ แต่พระติสสเถระกลับรู้สึกว่าตนถูกตำหนิ จึงเกิดความไม่พอใจ

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่เห็นพระภิกษุรูปนั้น ท่านจะระลึกถึงเหตุการณ์เดิม คิดอยู่ในใจว่า

"ท่านนั้นเคยตำหนิเรา"

ความไม่พอใจจึงค่อย ๆ สะสม กลายเป็นความขุ่นเคือง


พระพุทธเจ้าทรงทราบเหตุ

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบด้วยพระญาณว่า พระติสสะกำลังปล่อยให้ความโกรธครอบงำจิตใจ

พระองค์จึงรับสั่งให้พระติสสะเข้าเฝ้า แล้วตรัสถามว่า

"ติสสะ จริงหรือไม่ที่เธอยังคอยระลึกถึงคำตำหนิของผู้อื่นอยู่เสมอ"

พระติสสะกราบทูลตามความจริงว่า

"เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า"


พระธรรมเทศนา

พระพุทธองค์ตรัสว่า

"ติสสะ ผู้ใดยังมัวคิดว่า 'เขาด่าเรา เขาทำร้ายเรา เขาชนะเรา เขาแย่งของเรา' ความโกรธย่อมไม่สิ้นสุด"

จากนั้นทรงแสดงพระคาถา

**อักโกจฉิ มํ อวธิ มํ อชินิ มํ อหาริ เม

เย จ ตํ อุปนยฺหนฺติ เวรํ เตสํ น สมฺมติ**

พระองค์ทรงอธิบายว่า

การจดจำความผิดของผู้อื่นไว้ตลอดเวลา เปรียบเสมือนการแบกก้อนหินหนักไว้กับตนเอง ผู้ที่ทุกข์ก่อนคือผู้แบก มิใช่ผู้ที่ถูกโกรธ


พระติสสะได้สติ

เมื่อฟังพระธรรมเทศนา พระติสสะเกิดความละอายใจ

ท่านพิจารณาว่า

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่มีผู้ใดทำให้ตนเป็นทุกข์เท่ากับใจของตนเอง

ความโกรธไม่ได้เกิดจากคำพูดของผู้อื่น แต่เกิดจากการยึดถือของตน

เมื่อเห็นความจริงดังนี้ จิตของท่านก็สงบลง ความพยาบาทดับสิ้น

จากนั้นท่านเข้าไปขอขมาพระภิกษุผู้ที่เคยตักเตือน และกลับมาอยู่ร่วมกับหมู่สงฆ์ด้วยความสามัคคี


พระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดง

พระพุทธองค์ทรงสอนว่า

ความทุกข์จำนวนมากมิได้เกิดจากเหตุการณ์ภายนอก แต่เกิดจากการที่ใจนำเหตุการณ์นั้นมาคิดซ้ำแล้วซ้ำอีก

ผู้ที่ให้อภัยได้ ย่อมเป็นอิสระจากความทุกข์

ผู้ที่ผูกใจเจ็บไว้ ย่อมเป็นผู้จองจำตนเอง


หลักธรรมที่ได้รับ

  • การผูกพยาบาทเป็นเหตุแห่งทุกข์ ยิ่งคิดซ้ำ ความทุกข์ยิ่งเพิ่มขึ้น
  • การให้อภัยทำให้ใจเป็นอิสระ ไม่ใช่เพื่อผู้อื่น แต่เพื่อความสงบของตนเอง
  • สติช่วยดับความโกรธ เมื่อรู้ทันอารมณ์ ความโกรธย่อมอ่อนกำลังลง
  • การตักเตือนด้วยเมตตาเป็นกัลยาณมิตร ผู้มีปัญญาย่อมรับฟังคำตักเตือนเพื่อนำไปปรับปรุงตน

ข้อคิดสำหรับชีวิตประจำวัน

  • อย่าเก็บคำพูดที่ไม่พอใจมาคิดซ้ำ เพราะจะทำร้ายใจตนเอง
  • หากมีผู้ตำหนิ ควรพิจารณาว่าเป็นความจริงหรือไม่ และใช้เป็นโอกาสในการพัฒนาตน
  • การให้อภัยไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นการปลดปล่อยใจจากพันธนาการของความโกรธ
  • ความสามัคคีเกิดขึ้นได้ เมื่อทุกฝ่ายรู้จักลดทิฐิและเปิดใจรับฟังกัน

เกร็ดความรู้

ในพระพุทธศาสนา "เวร" มิได้หมายถึงการแก้แค้นเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความโกรธ ความอาฆาต และการผูกใจเจ็บที่ยังคงอยู่ในจิตใจ พระพุทธองค์ทรงสอนว่า เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่ระงับได้ด้วยการไม่จองเวร ซึ่งเป็นหลักธรรมที่ทรงขยายความไว้ในคาถาถัดไปของยมกวรรค


สรุปธรรม

เรื่องพระติสสเถระสอนให้เห็นว่า การผูกใจเจ็บเป็นต้นเหตุของความทุกข์ แม้เหตุการณ์จะผ่านไปแล้ว แต่หากยังเก็บมาคิดซ้ำ ความทุกข์ก็ยังคงอยู่ การฝึกสติ รู้จักให้อภัย และละวางความยึดมั่นในอัตตา จะทำให้ใจสงบและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเป็นสุข

หมายเหตุทางวิชาการ: ในการจัดทำหนังสือ ควรตรวจสอบรายละเอียดจาก ธัมมปทัฏฐกถา (อรรถกถาธรรมบท) ยมกวรรค เรื่องติสสเถรวัตถุ ตามฉบับบาลีและฉบับแปลมาตรฐาน เนื่องจากมีพระเถระชื่อ "ติสสะ" ปรากฏในคัมภีร์หลายเรื่อง การเรียบเรียงควรยึดเรื่องที่สัมพันธ์กับคาถาในยมกวรรคโดยตรง เพื่อความถูกต้องตามลำดับของอรรถกถา.

==============================================

เรื่องที่ 4

นิทานธรรมบท เรื่องความเกิดขึ้นของนางกาลียักษิณี

(เรียบเรียงจากอรรถกถาธรรมบท ยมกวรรค)


พระคาถา

น หิ เวเรน เวรานิ
สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ
อเวเรน จ สมฺมนฺติ
เอส ธมฺโม สนนฺตโน

คำอ่าน

นะ หิ เวเรนะ เวรานิ
สัมมันตีธะ กุทาจะนัง
อะเวเรนะ จะ สัมมันติ
เอสะ ธัมโม สะนันตะโน


คำแปล

เวรทั้งหลาย ย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวรในกาลไหน ๆ

แต่ย่อมระงับได้ด้วยการไม่จองเวร

ธรรมข้อนี้เป็นธรรมอันเก่าแก่ มีอยู่ตลอดกาล


ความเป็นมา

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี ได้มีเหตุการณ์อันน่าเศร้าเกิดขึ้นในครอบครัวหนึ่ง ซึ่งกลายเป็นอุทาหรณ์สำคัญเกี่ยวกับผลของความอาฆาตพยาบาท

หญิงสาวผู้หนึ่งแต่งงานอยู่ในตระกูลมั่งคั่ง แต่ไม่มีบุตรเป็นเวลานาน ต่อมาสามีได้รับภรรยาอีกคนหนึ่งเข้ามาในบ้าน

ไม่นาน ภรรยาคนหลังตั้งครรภ์ ภรรยาคนแรกเกิดความอิจฉาริษยา เกรงว่าตนจะหมดความสำคัญ จึงแอบให้ยาทำลายครรภ์ ทำให้ภรรยาคนหลังแท้งบุตร

เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง จนในที่สุดภรรยาคนหลังรู้ความจริง


คำสาปก่อนสิ้นชีวิต

เมื่อถูกทำร้ายจนเสียชีวิตพร้อมบุตรในครรภ์ หญิงผู้นั้นเต็มไปด้วยความอาฆาต

ก่อนสิ้นใจ นางตั้งจิตอธิษฐานว่า

"ขอให้ข้าพเจ้าได้เกิดเป็นอมนุษย์ที่มีฤทธิ์ เพื่อกลับมาแก้แค้นหญิงผู้นี้ และจะฆ่าลูกของนางทุกชาติไป"

ด้วยอำนาจแห่งจิตที่ประกอบด้วยความพยาบาท นางจึงไปเกิดเป็น ยักษิณีชื่อกาลี


การจองเวรข้ามภพ

ส่วนภรรยาคนแรก เมื่อสิ้นชีวิตแล้วก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์

ทุกครั้งที่นางมีบุตร ยักษิณีกาลีจะคอยลักพาตัวหรือทำให้เด็กเสียชีวิต

เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นติดต่อกันหลายชาติ

ต่างฝ่ายต่างผูกเวรต่อกัน ไม่มีผู้ใดยอมให้อภัย

เวรจึงหมุนเวียนไม่รู้จักสิ้นสุด


นางกาลียักษิณีติดตามมาอีก

ในชาติสุดท้าย หญิงผู้เคยเป็นภรรยาคนแรกได้ให้กำเนิดบุตรอีกครั้ง

เมื่อทราบว่ายักษิณีกาลีจะมาตามฆ่าบุตร นางจึงรีบอุ้มลูกหนีเข้าไปยังพระเชตวันมหาวิหาร ซึ่งเป็นสถานที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้า

นางกราบทูลขอพระพุทธองค์ทรงคุ้มครองชีวิตของตนและบุตร

ไม่นาน ยักษิณีกาลีก็ตามมาถึงหน้าพระวิหาร แต่ไม่อาจล่วงล้ำเข้าไปได้ เพราะเดชแห่งพระบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


พระพุทธเจ้าทรงระงับเวร

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเรียกทั้งสองฝ่ายมาเฝ้า

พระองค์ตรัสถามถึงสาเหตุแห่งความอาฆาต

เมื่อทั้งสองเล่าความหลังทั้งหมด พระองค์ทรงแสดงให้เห็นว่า

การแก้แค้นไม่เคยทำให้เวรสิ้นสุด

ตรงกันข้าม กลับทำให้ทุกฝ่ายต้องเวียนว่ายอยู่กับความทุกข์ครั้งแล้วครั้งเล่า

จากนั้นพระองค์ตรัสพระคาถาว่า

"เวรทั้งหลาย ย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่ระงับได้ด้วยการไม่จองเวร ธรรมข้อนี้เป็นสัจธรรมตลอดกาล"

เมื่อทั้งสองฝ่ายได้ฟังพระธรรม จิตที่เคยเต็มไปด้วยความโกรธค่อย ๆ อ่อนโยนลง

ยักษิณีกาลีละความอาฆาต ยอมเลิกพยาบาท

หญิงผู้เป็นมารดาก็ให้อภัยแก่ยักษิณี

เวรที่สั่งสมมาหลายภพหลายชาติจึงสิ้นสุดลง ณ เบื้องพระพักตร์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


พระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดง

พระองค์ทรงสอนว่า

การตอบโต้ด้วยความโกรธ ย่อมก่อให้เกิดความโกรธเพิ่มขึ้น

ผู้ที่เริ่มให้อภัยก่อน มิใช่ผู้แพ้ หากเป็นผู้ชนะกิเลสในใจของตน

เมื่อความพยาบาทดับลง ความสงบสุขจึงเกิดขึ้นทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น


หลักธรรมที่ได้รับ

  • เวรไม่ระงับด้วยการจองเวร
  • การให้อภัยเป็นหนทางยุติความขัดแย้ง
  • ความโกรธที่สะสมไว้ ย่อมเป็นเหตุแห่งทุกข์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
  • เมตตาเป็นธรรมเครื่องดับไฟแห่งพยาบาท

ข้อคิดสำหรับชีวิตประจำวัน

  • อย่าใช้อารมณ์ตอบโต้ความผิดของผู้อื่น เพราะจะยิ่งเพิ่มปัญหา
  • การให้อภัยไม่ได้ลบความทรงจำ แต่ช่วยปลดปล่อยใจจากความทุกข์
  • ความขัดแย้งในครอบครัวหรือสังคมจะคลี่คลายได้ หากมีฝ่ายหนึ่งยอมวางอคติ
  • ผู้ที่ชนะความโกรธของตนเอง คือผู้ชนะที่แท้จริง

เกร็ดความรู้

เรื่อง นางกาลียักษิณี เป็นหนึ่งในนิทานธรรมบทที่แสดงหลักธรรมเรื่อง "การดับเวรด้วยอภัย" ได้อย่างเด่นชัด พระคาถา "น หิ เวเรน เวรานิ..." จึงเป็นพระคาถาที่ได้รับการยกย่องและอ้างอิงอย่างแพร่หลายในการสอนเรื่องการให้อภัย การสร้างสันติ และการอยู่ร่วมกันอย่างเมตตา


สรุปธรรม

เรื่องความเกิดขึ้นของนางกาลียักษิณีชี้ให้เห็นว่า ความอาฆาตพยาบาทสามารถสืบเนื่องข้ามภพข้ามชาติได้ หากยังไม่รู้จักให้อภัย พระพุทธองค์ทรงแสดงให้เห็นว่า การจองเวรไม่มีวันทำให้เวรสิ้นสุด มีเพียงเมตตา อภัย และการไม่ตอบโต้ด้วยความโกรธเท่านั้น ที่สามารถยุติวงจรแห่งความทุกข์ได้อย่างแท้จริง จึงเป็นที่มาของพระพุทธภาษิตอันเป็นอมตะว่า

"น หิ เวเรน เวรานิ สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ อเวเรน จ สมฺมนฺติ เอส ธมฺโม สนนฺตโน"
"เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่ระงับได้ด้วยการไม่จองเวร ธรรมข้อนี้เป็นสัจธรรมอันมีมาแต่โบราณ"

==============================================

เรื่องที่ 5

นิทานธรรมบท เรื่องภิกษุชาวเมืองโกสัมพี

(เรียบเรียงจากอรรถกถาธรรมบท ยมกวรรค)


พระคาถา

ปเร จ น วิชานนฺติ
มยมตฺร ยมามเส
เย จ ตตฺถ วิชานนฺติ
ตโต สมฺมนฺติ เมธคา

คำอ่าน

ปะเร จะ นะ วิชานันติ
มะยะมัตระ ยะมามะเส
เย จะ ตัตถะ วิชานันติ
ตะโต สัมมันติ เมธะคา


คำแปล

ชนทั้งหลายย่อมไม่รู้ว่า

"พวกเราทั้งหมดจะต้องตาย"

ส่วนผู้ใดรู้ความจริงข้อนี้

ความวิวาทของผู้นั้นย่อมสงบระงับ


ความเป็นมา

ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระโฆสิตาราม เมืองโกสัมพี ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญในหมู่ภิกษุ ซึ่งกลายเป็นอุทาหรณ์อันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับโทษของการถือตัวและการไม่ยอมลดทิฐิ

ในเมืองโกสัมพีมีพระภิกษุสองฝ่าย ได้แก่

  • ฝ่ายหนึ่งเป็นพระผู้เชี่ยวชาญพระวินัย
  • อีกฝ่ายหนึ่งเป็นพระผู้เชี่ยวชาญพระธรรม (พระสูตร)

วันหนึ่งเกิดข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการตีความพระวินัยในเรื่องเล็กน้อย

แทนที่จะร่วมกันพิจารณาด้วยเหตุผล ต่างฝ่ายกลับยืนยันว่าตนถูก อีกฝ่ายผิด


ความขัดแย้งลุกลาม

เมื่อการโต้เถียงดำเนินต่อไป ลูกศิษย์ของพระทั้งสองฝ่ายต่างเข้าข้างอาจารย์ของตน

จากความเห็นต่างเพียงเล็กน้อย กลายเป็นความแตกแยกในหมู่สงฆ์

ต่างฝ่ายไม่ยอมสนทนากัน

ไม่ร่วมทำสังฆกรรม

ไม่ร่วมฉันภัตตาหาร

แม้แต่ญาติโยมก็แบ่งออกเป็นสองฝ่าย ต่างสนับสนุนพระที่ตนเคารพ

บรรยากาศแห่งความสามัคคีในพระศาสนาจึงเสื่อมลงอย่างน่าเสียดาย


พระพุทธเจ้าทรงตักเตือน

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเหตุการณ์ จึงเสด็จไปยังที่ประชุมสงฆ์

พระองค์ตรัสว่า

"ภิกษุทั้งหลาย ความสามัคคีเป็นกำลังอันยิ่งใหญ่ การวิวาทกันย่อมนำมาซึ่งความเสื่อม"

ทรงแนะนำให้ทั้งสองฝ่ายละทิฐิ หันหน้าปรองดองกัน

แต่ภิกษุบางรูปกลับกราบทูลว่า

"ขอพระองค์อย่าทรงกังวลเลย พวกข้าพระองค์จะจัดการกันเอง"

การตอบเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าความถือตัวได้บดบังปัญญา จนไม่ยอมรับแม้แต่พระโอวาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


พระพุทธองค์เสด็จหลีกไป

เมื่อเห็นว่าภิกษุเหล่านั้นยังไม่พร้อมรับฟัง พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเสด็จออกจากเมืองโกสัมพี ไปประทับจำพรรษา ณ ป่ารักขิตวัน

ระหว่างนั้น พระองค์ประทับอยู่ร่วมกับพระอรหันต์ผู้รักความสงบ และมีช้างชื่อ ปาลิไลยกะ คอยปรนนิบัติรับใช้ด้วยความเคารพ

ส่วนภิกษุชาวโกสัมพียังคงทะเลาะกันต่อไป


ญาติโยมไม่ถวายทาน

เมื่อชาวเมืองทราบว่าพระพุทธเจ้าทรงเสด็จจากไป เพราะไม่พอพระทัยการทะเลาะของภิกษุ พวกเขาจึงเกิดความสลดใจ

ญาติโยมพร้อมใจกันไม่ถวายภัตตาหารแก่ภิกษุผู้ทะเลาะวิวาท

กล่าวว่า

"พระผู้มีพระภาคยังไม่ทรงพอพระทัย แล้วพวกเราจะสนับสนุนผู้ก่อความแตกแยกได้อย่างไร"

เมื่อขาดการอุปถัมภ์ ภิกษุทั้งสองฝ่ายจึงเริ่มสำนึกในความผิดของตน


การคืนดีกัน

ภิกษุทั้งหลายพร้อมใจกันเดินทางไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค

กราบทูลขอขมาและยอมรับความผิด

พระองค์ทรงประทานโอวาทว่า

"ผู้มีปัญญาย่อมระลึกอยู่เสมอว่า ชีวิตนี้ไม่เที่ยง ทุกคนล้วนต้องตาย การทะเลาะเบาะแว้งจึงไม่มีประโยชน์อันใด"

แล้วตรัสพระคาถาว่า

"ชนทั้งหลายไม่รู้ว่า พวกเราจะต้องตาย แต่ผู้ใดรู้ความจริงข้อนี้ ความวิวาททั้งหลายย่อมสงบระงับ"

เมื่อจบพระธรรมเทศนา ภิกษุทั้งหลายต่างละความถือตัว คืนดีกัน และกลับมาอยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคี


พระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดง

พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า

ต้นเหตุของการทะเลาะมิใช่เรื่องใหญ่โต

แต่เกิดจากการยึดมั่นในความคิดเห็นของตน

หากทุกคนระลึกอยู่เสมอว่า ชีวิตมีความไม่แน่นอน และความตายอาจมาถึงได้ทุกเมื่อ ย่อมไม่เสียเวลาทะเลาะกันในเรื่องเล็กน้อย


หลักธรรมที่ได้รับ

  • ความสามัคคีเป็นพลังของหมู่คณะ
  • ทิฐิมานะเป็นเหตุแห่งความแตกแยก
  • การระลึกถึงความตาย (มรณสติ) ช่วยลดความยึดมั่นถือมั่น
  • ผู้มีปัญญาย่อมยอมรับความผิดและพร้อมแก้ไขตนเอง

ข้อคิดสำหรับชีวิตประจำวัน

  • ความคิดเห็นที่แตกต่างไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ความขัดแย้ง หากต่างฝ่ายรับฟังกันด้วยเหตุผล
  • อย่าปล่อยให้ความถือตัวทำลายความสัมพันธ์อันดี
  • เมื่อเกิดปัญหา ควรรีบปรับความเข้าใจกันก่อนที่เรื่องเล็กจะกลายเป็นเรื่องใหญ่
  • การระลึกถึงความไม่เที่ยงของชีวิต จะช่วยให้รู้จักให้อภัยและเห็นคุณค่าของความสามัคคี

เกร็ดความรู้

เหตุการณ์ ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญในพุทธประวัติ แสดงให้เห็นว่า แม้ผู้บวชในพระพุทธศาสนา หากยังมีกิเลส เช่น ความถือตัว ความโกรธ และความยึดมั่นในความคิดเห็นของตน ก็อาจก่อให้เกิดความแตกแยกได้ พระพุทธองค์จึงทรงยกเหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนเกี่ยวกับ ความสามัคคี การละทิฐิ และมรณสติ


สรุปธรรม

เรื่องภิกษุชาวเมืองโกสัมพีสอนให้เห็นว่า ความขัดแย้งมักเกิดจากการยึดมั่นในความเห็นของตนมากกว่าจากตัวปัญหาเอง เมื่อแต่ละฝ่ายไม่ยอมลดทิฐิ ความแตกแยกย่อมขยายวงกว้าง แต่เมื่อระลึกถึงความไม่เที่ยงของชีวิตและยอมวางอัตตา ความสงบและความสามัคคีย่อมกลับคืนมา ดังพระพุทธดำรัสที่ว่า ผู้รู้ว่าทุกคนล้วนต้องตาย ย่อมไม่มัวเสียเวลาสร้างเวรและความบาดหมางแก่กัน.

==============================================

เรื่องที่ 6

นิทานธรรมบท เรื่องจุลกาลและมหากาล

(เรียบเรียงจากอรรถกถาธรรมบท ยมกวรรค)


พระคาถา

สุภูปสุตฺตํ ว อญฺญตฺร
อตฺตาเนว กุพฺพโต
อภิวิชฺฌา จ โทโส จ
ตสฺส วฑฺฒนฺติ อาสวา

คำอ่านพระคาถาบาลี มีดังนี้

สุภูปสุตฺตํ ว อญฺญตฺร
อตฺตาเนว กุพฺพโต
อภิวิชฺฌา จ โทโส จ
ตสฺส วฑฺฒนฺติ อาสวา

คำอ่าน

สุภูปะสุตตัง วะ อัญญัตระ
อัตตาเนวะ กุพพะโต
อะภิวิชฌา จะ โทโส จะ
ตัสสะ วัฑฒันติ อาสะวา

คำแปล

ผู้ที่นอนมาก เกียจคร้าน เอาแต่นอนพลิกไปพลิกมา ดุจสุกรที่อิ่มอาหาร ย่อมเวียนว่ายตายเกิดอยู่ร่ำไป

ส่วนผู้ที่ปล่อยตนให้ตกอยู่ในความประมาท ความเพ่งเล็งอยากได้ (อภิชฌา) และ ความโกรธ (โทสะ) ย่อมเจริญงอกงามขึ้น ทำให้ อาสวะกิเลส เพิ่มพูนอยู่เสมอ


ความเป็นมา

ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี มีพี่น้องสองคนคือ มหากาล และ จุลกาล ทั้งสองเป็นบุตรของเศรษฐีผู้มั่งคั่ง ประกอบอาชีพค้าขาย มีทรัพย์สมบัติมาก และเป็นที่นับถือของชาวเมือง

แม้ทั้งสองจะเติบโตมาในครอบครัวเดียวกัน แต่เมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กลับมีจิตใจและการปฏิบัติที่แตกต่างกัน จึงได้รับผลที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง


มหากาลออกบวชด้วยศรัทธา

วันหนึ่ง มหากาลได้ไปฟังพระธรรมเทศนา พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเรื่อง ความไม่เที่ยงของชีวิต และประโยชน์ของการบำเพ็ญเพียร

มหากาลเกิดศรัทธาอย่างแรงกล้า เห็นว่าทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียง และความสุขทางโลก ไม่อาจติดตามตนไปได้เมื่อถึงคราวตาย

ท่านจึงขออนุญาตครอบครัวออกบวชในพระพุทธศาสนา

เมื่ออุปสมบทแล้ว ท่านตั้งใจเจริญสมถะและวิปัสสนากรรมฐานอย่างจริงจัง ไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงไปโดยเปล่าประโยชน์

ด้วยความเพียรอย่างต่อเนื่อง ไม่นานก็สามารถบรรลุพระอรหัตผล เป็นผู้สิ้นกิเลสโดยสมบูรณ์


จุลกาลออกบวชตามพี่ชาย

เมื่อเห็นพี่ชายได้รับความเคารพจากผู้คน จุลกาลก็เกิดความศรัทธา จึงขอบวชตาม

แต่การบวชของจุลกาลมิได้เกิดจากความตั้งใจแน่วแน่ที่จะปฏิบัติธรรม หากยังมีความผูกพันในทรัพย์สิน ครอบครัว และความสะดวกสบายในชีวิตเดิม

แม้จะครองผ้ากาสาวพัสตร์ แต่ใจยังวนเวียนอยู่กับเรื่องทางโลก

เมื่อญาติพี่น้องมาเยี่ยมและชักชวนให้ลาสิกขา จุลกาลก็เกิดความลังเล

ในที่สุดจึงสึกออกไปใช้ชีวิตฆราวาสดังเดิม


ผลแห่งความเพียรที่แตกต่างกัน

มหากาล ผู้บวชด้วยศรัทธาและตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง บรรลุพระอรหันต์ มีจิตหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง

ส่วนจุลกาล แม้จะมีโอกาสอันประเสริฐเช่นเดียวกัน แต่เพราะขาดความเพียรและยังยึดติดในกามคุณ จึงละทิ้งเพศบรรพชิต กลับไปครองเรือน

เรื่องของพี่น้องทั้งสองจึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า

โอกาสที่ดี หากไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์ ก็ย่อมผ่านพ้นไป


พระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดง

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ผู้ที่ปล่อยชีวิตไปตามความประมาท กิเลสย่อมเจริญงอกงาม

ส่วนผู้ที่หมั่นฝึกฝนตนเอง มีสติและความเพียร ย่อมสามารถกำจัดกิเลสและเข้าถึงความหลุดพ้นได้

พระองค์ทรงยกมหากาลและจุลกาลเป็นตัวอย่างของผู้ที่มีจุดเริ่มต้นคล้ายกัน แต่ได้รับผลต่างกัน เพราะการกระทำและความเพียรของแต่ละคนไม่เหมือนกัน


หลักธรรมที่ได้รับ

  • ความเพียรเป็นเหตุแห่งความสำเร็จ ไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม
  • ศรัทธาต้องประกอบด้วยการลงมือปฏิบัติ จึงจะเกิดผล
  • โอกาสมีคุณค่าเมื่อรู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์
  • การละความยึดติดเป็นหนทางสู่ความหลุดพ้น

ข้อคิดสำหรับชีวิตประจำวัน

  • การเริ่มต้นสิ่งดีเป็นเรื่องสำคัญ แต่การทำอย่างต่อเนื่องสำคัญยิ่งกว่า
  • ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับโอกาสเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความเพียรและความสม่ำเสมอ
  • อย่าปล่อยให้ความผูกพันหรือความสบายชั่วคราว มาขัดขวางเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ของชีวิต
  • ผู้ที่ฝึกใจอย่างสม่ำเสมอ ย่อมเห็นผลแห่งการเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง

เกร็ดความรู้

มหากาลและจุลกาลเป็นตัวอย่างของบุคคลที่ได้รับฟังพระธรรมจากพระพุทธองค์เช่นเดียวกัน แต่มีผลลัพธ์แตกต่างกัน เพราะ พระธรรมเป็นเพียงแสงสว่างชี้ทาง ส่วนการเดินไปตามทางนั้น ขึ้นอยู่กับความเพียรของแต่ละบุคคล อรรถกถานำเรื่องนี้มาแสดงให้เห็นว่า พระพุทธองค์ทรงเปิดโอกาสแก่ทุกคนอย่างเสมอภาค แต่ผลแห่งการปฏิบัติย่อมแตกต่างกันตามเหตุปัจจัยและความตั้งใจของแต่ละคน


สรุปธรรม

เรื่องจุลกาลและมหากาลสอนว่า ความแตกต่างของผล มิได้เกิดจากชาติกำเนิดหรือโอกาส หากเกิดจากความเพียรและการปฏิบัติ มหากาลใช้โอกาสแห่งการบวชเป็นหนทางสู่พระอรหัตผล ส่วนจุลกาลปล่อยให้ความยึดมั่นในทางโลกครอบงำ จึงกลับคืนสู่ชีวิตเดิม เรื่องนี้เตือนใจให้เห็นว่า ผู้ที่มีศรัทธาควรประกอบด้วยความเพียร ความอดทน และการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เพราะธรรมะจะเกิดผลได้จริงเมื่อได้นำมาปฏิบัติ มิใช่เพียงรับรู้หรือเลื่อมใสเท่านั้น

หมายเหตุทางวิชาการ: ในการเรียบเรียงเป็นหนังสือ ควรตรวจสอบลำดับเรื่องและพระคาถาที่สัมพันธ์กับ มหากาล–จุลกาล ตาม ธัมมปทัฏฐกถา (อรรถกถาธรรมบท) ฉบับบาลีและฉบับแปลมาตรฐานของมหามกุฏราชวิทยาลัยหรือมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพื่อให้สอดคล้องกับต้นฉบับทุกประการ เนื่องจากรายละเอียดของเรื่องและพระคาถาอาจแตกต่างจากการเล่าในคัมภีร์อื่น ๆ.

==============================================

เรื่องที่ 7

นิทานธรรมบท เรื่องพระเทวทัต

(เรียบเรียงจากอรรถกถาธรรมบท ยมกวรรค)


พระคาถา

อนิกฺกสาโว กาสาวํ
โย วตฺถํ ปริทเหสฺสติ
อเปโต ทมสฺสจฺเจน
น โส กาสาวมรหติ.

โย จ วนฺตกสาวสฺส
สีเลสุ สุสมาหิโต
อุเปโต ทมสฺสจฺเจน
ส เว กาสาวมรหติ.


คำอ่าน

อะนิกกะสาโว กาสาวัง
โย วัตถัง ปะริทะเหสสะติ
อะเปโต ทะมัสสะ สัจเจนะ
นะ โส กาสาวะมะระหะติ

โย จะ วันตะกะสาวัสสะ
สีเลสุ สุสะมาหิโต
อุเปโต ทะมัสสะ สัจเจนะ
สะ เว กาสาวะมะระหะติ


คำแปล

ผู้ใดยังมีกิเลสอันเศร้าหมอง ยังปราศจากความสำรวมและความสัตย์ แม้นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ก็ไม่สมควรแก่ผ้ากาสาวพัสตร์นั้น

ส่วนผู้ใดละกิเลสได้แล้ว ตั้งมั่นอยู่ในศีล ถึงพร้อมด้วยความสำรวมและความสัตย์ ผู้นั้นแล จึงสมควรแก่ผ้ากาสาวพัสตร์อย่างแท้จริง


ความเป็นมา

ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี ได้ทรงปรารภ พระเทวทัต ผู้เป็นพระญาติและได้อุปสมบทในพระพุทธศาสนา พร้อมกับพระราชกุมารศากยวงศ์หลายพระองค์

ในระยะแรก พระเทวทัตเป็นผู้มีความประพฤติดี ขยันศึกษาและปฏิบัติธรรม จนได้รับความเคารพจากภิกษุและอุบาสกอุบาสิกาจำนวนมาก อีกทั้งยังบำเพ็ญสมาธิจนได้อภิญญาบางประการ ทำให้ชื่อเสียงของท่านแพร่หลาย

แต่เมื่อเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงได้รับการสักการบูชาอย่างสูง และพระสารีบุตรกับพระมหาโมคคัลลานะได้รับตำแหน่งพระอัครสาวก ความริษยาและความทะเยอทะยานก็เริ่มเกิดขึ้นในจิตใจ


ความทะเยอทะยานนำไปสู่ความเสื่อม

พระเทวทัตคิดว่าตนมีความสามารถไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพระอัครสาวก จึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า และกราบทูลขอให้พระองค์มอบการปกครองคณะสงฆ์แก่ตน โดยอ้างว่าพระองค์ทรงมีพระชนมายุมากแล้ว

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสปฏิเสธอย่างสุขุมว่า

"แม้พระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ เราก็ยังมิได้มอบภาระเช่นนั้น แล้วจะมอบให้แก่เธอได้อย่างไร"

เมื่อถูกปฏิเสธ พระเทวทัตมิได้พิจารณาตนเอง แต่กลับผูกใจเจ็บและคิดอาฆาตพระผู้มีพระภาคเจ้า


การกระทำอันเป็นอกุศล

ด้วยความทะเยอทะยาน พระเทวทัตได้สนิทสนมกับ พระเจ้าอชาตศัตรู ซึ่งขณะนั้นยังทรงเป็นพระราชกุมาร และยุยงให้แย่งราชสมบัติจากพระเจ้าพิมพิสาร

นอกจากนี้ พระเทวทัตยังคิดปลงพระชนม์พระผู้มีพระภาคเจ้าหลายครั้ง ได้แก่

  • ส่งนักฆ่าไปลอบปลงพระชนม์
  • กลิ้งก้อนหินจากยอดเขาคิชฌกูฏลงมายังพระองค์
  • ปล่อยช้างนาฬาคีรีที่กำลังตกมันให้เข้าทำร้าย

แต่ทุกครั้ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรอดพ้นด้วยพระบารมี และทรงแผ่เมตตาจนแม้ช้างนาฬาคีรีก็สงบลง ไม่ทำอันตรายพระองค์


ความแตกแยกในคณะสงฆ์

พระเทวทัตยังเสนอข้อวัตรอันเคร่งครัดห้าประการ และขอให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบังคับภิกษุทุกองค์ให้ถือปฏิบัติ

เมื่อพระองค์ตรัสว่า ผู้ใดสมัครใจก็ปฏิบัติได้ แต่จะไม่ทรงบังคับ พระเทวทัตจึงถือโอกาสชักชวนภิกษุหนุ่มจำนวนหนึ่งแยกออกไปตั้งหมู่คณะของตน

ต่อมา พระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะได้ไปแสดงธรรมแก่ภิกษุเหล่านั้น จนเข้าใจถูกต้อง และพากันกลับมาอยู่ในพระธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าตามเดิม

พระเทวทัตจึงเหลือเพียงผู้ติดตามไม่กี่คน และชื่อเสียงก็ค่อย ๆ เสื่อมลง


ผลแห่งกรรม

ภายหลัง พระเทวทัตอาพาธอย่างหนัก

เมื่อรู้ว่าชีวิตใกล้สิ้นสุด จึงเกิดความสำนึกผิด ต้องการเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อขอขมา

แต่ผลแห่งกรรมหนักที่ได้กระทำไว้ได้ให้ผลเสียก่อน ท่านสิ้นชีวิตระหว่างเดินทาง ก่อนจะได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์

เรื่องของพระเทวทัตจึงเป็นอุทาหรณ์สำคัญว่า แม้ผู้บวชในพระพุทธศาสนา หากยังปล่อยให้โลภะ โทสะ และโมหะครอบงำ ก็อาจตกต่ำได้


พระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดง

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสพระคาถาว่า

"ผู้ที่ยังมีกิเลส ขาดความสำรวมและความสัตย์ แม้ครองผ้ากาสาวพัสตร์ ก็ไม่สมควรแก่ผ้ากาสาวพัสตร์นั้น ส่วนผู้ที่ละกิเลสแล้ว มีศีล มีความสำรวม และมีความสัตย์ จึงสมควรแก่ผ้ากาสาวพัสตร์อย่างแท้จริง"

พระธรรมบทนี้ทรงสอนว่า ความเป็นสมณะมิได้อยู่ที่เครื่องนุ่งห่มหรือฐานะภายนอก แต่อยู่ที่การชำระจิตใจให้บริสุทธิ์จากกิเลส


หลักธรรมที่ได้รับ

  • เพศสมณะมีคุณค่าเมื่อประกอบด้วยศีลและธรรม
  • ความริษยาและความทะเยอทะยานเป็นเหตุแห่งความเสื่อม
  • การสำรวมกาย วาจา และใจ เป็นเครื่องประดับที่ประเสริฐกว่าจีวร
  • การละกิเลสสำคัญกว่าการแสดงภาพลักษณ์ภายนอก

ข้อคิดสำหรับชีวิตประจำวัน

  • อย่าตัดสินคุณค่าของคนจากเครื่องแต่งกาย ตำแหน่ง หรือชื่อเสียง แต่ให้ดูจากความประพฤติ
  • ความอิจฉาผู้อื่นเป็นการเผาไหม้ใจตนเอง
  • ผู้ที่มีอำนาจหรือความรู้ หากขาดคุณธรรม ย่อมนำความเสียหายมาสู่ตนและผู้อื่น
  • การฝึกความซื่อสัตย์ ความสำรวม และความถ่อมตน เป็นรากฐานของความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรม

เกร็ดความรู้

คำว่า "กาสาวะ" หมายถึง ผ้าย้อมน้ำฝาด หรือ จีวรของพระภิกษุ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการสละโลกและการดำเนินชีวิตเพื่อความหลุดพ้น พระพุทธองค์ทรงสอนว่า ผู้ครองผ้ากาสาวพัสตร์ควรประพฤติตนให้สมกับเครื่องหมายแห่งสมณะ มิใช่อาศัยเพียงการแต่งกายภายนอก


สรุปธรรม

เรื่องพระเทวทัตแสดงให้เห็นว่า ความประพฤติสำคัญกว่ารูปลักษณ์ภายนอก แม้ผู้ครองเพศบรรพชิต หากยังเต็มไปด้วยความริษยา ความทะเยอทะยาน และความไม่สำรวม ก็ไม่สมควรแก่เพศสมณะ แต่ผู้ที่ชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ มีศีล มีความสัตย์ และสำรวมในกาย วาจา ใจ ย่อมเป็นผู้สมควรแก่ผ้ากาสาวพัสตร์อย่างแท้จริง พระธรรมบทเรื่องนี้จึงเตือนใจให้ทุกคนมุ่งพัฒนาคุณธรรมภายใน มากกว่าการแสวงหาการยอมรับหรือเกียรติยศจากภายนอก.

==============================================

  

เรื่องที่ 8

นิทานธรรมบท เรื่องสญชัย

(เรียบเรียงจากอรรถกถาธรรมบท ยมกวรรค)


พระคาถา

อสาเร สารมติโน
สาเร จาสารทสฺสิโน
เต สารํ นาธิคจฺฉนฺติ
มิจฺฉาสงฺกปฺปโคจรา.

สารญฺจ สารโต ญตฺวา
อสารญฺจ อสารโต
เต สารํ อธิคจฺฉนฺติ
สมฺมาสงฺกปฺปโคจรา.


คำอ่าน

อะสาเร สาระมะติโน
สาเร จาอะสาระทัสสิโน
เต สารัง นาธิคัจฉันติ
มิจฉาสังกัปปะโคจะรา

สารัญจะ สาระโต ญัตวา
อะสารัญจะ อะสาระโต
เต สารัง อธิคัจฉันติ
สัมมาสังกัปปะโคจะรา


คำแปล

ผู้ที่เห็นสิ่งไม่มีสาระว่าเป็นสาระ และเห็นสิ่งที่มีสาระว่าไม่มีสาระ เพราะดำริผิด ย่อมไม่เข้าถึงแก่นสารแห่งชีวิต

ส่วนผู้ที่รู้ว่าสิ่งใดเป็นสาระ และสิ่งใดไม่เป็นสาระ เพราะดำริชอบ ย่อมเข้าถึงแก่นสารแห่งชีวิต


ความเป็นมา

ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี ได้ทรงปรารภ สญชัย ปริพาชก ผู้เป็นอาจารย์เจ้าลัทธิที่มีศิษย์จำนวนมาก และมีชื่อเสียงในแคว้นมคธ

สญชัยเป็นผู้มีความรู้ มีวาทศิลป์ และมีผู้เลื่อมใสเป็นอันมาก แต่หลักคำสอนของเขาเต็มไปด้วยความลังเล ไม่ยืนยันว่าความเห็นใดถูกหรือผิด เมื่อมีผู้ถามปัญหาสำคัญเกี่ยวกับชีวิตหรือความหลุดพ้น เขามักหลีกเลี่ยงการตอบอย่างตรงไปตรงมา

แม้จะมีผู้ติดตามมากมาย แต่คำสอนของเขาไม่สามารถนำผู้ปฏิบัติไปสู่ความดับทุกข์ได้


พระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ

ในสำนักของสญชัย มีศิษย์เอกสองคน คือ อุปติสสะ และ โกลิตะ ซึ่งต่อมาคือ พระสารีบุตร และ พระมหาโมคคัลลานะ

ทั้งสองแสวงหาความจริงอย่างจริงจัง แม้จะศึกษากับสญชัยเป็นเวลานาน แต่ยังรู้สึกว่าคำสอนนั้นไม่ใช่หนทางสู่ความพ้นทุกข์

วันหนึ่ง อุปติสสะได้พบพระอัสสชิ ซึ่งเป็นพระอรหันต์ผู้มีอิริยาบถสงบงาม จึงเข้าไปสนทนา

พระอัสสชิกล่าวธรรมโดยย่อว่า

"ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และตรัสความดับแห่งธรรมเหล่านั้น"

เมื่อได้ฟังเพียงเท่านี้ อุปติสสะก็บรรลุโสดาปัตติผล


การละทิ้งความเห็นผิด

อุปติสสะรีบไปบอกโกลิตะ เพื่อนรักของตน

เมื่อโกลิตะได้ฟังธรรมเดียวกัน ก็ได้บรรลุโสดาปัตติผลเช่นกัน

ทั้งสองจึงชวนสญชัยให้ไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า

แต่สญชัยกล่าวว่า

"เรามีศิษย์มากมาย หากไปเป็นศิษย์ของพระสมณโคดม เราจะกลายเป็นผู้น้อย"

ด้วยความยึดติดในชื่อเสียงและบริวาร เขาจึงไม่ยอมละทิ้งความเห็นเดิม

ในที่สุด พระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ พร้อมศิษย์จำนวนมาก จึงออกจากสำนักสญชัย เข้าอุปสมบทในพระพุทธศาสนา


ผลของการยึดมั่นในสิ่งไม่เป็นสาระ

เมื่อศิษย์จำนวนมากจากไป สญชัยเสียใจอย่างยิ่ง

อรรถกถากล่าวว่า ความเสียใจและความคับแค้นใจทำให้ร่างกายของเขาทรุดโทรมอย่างหนัก

สาเหตุสำคัญมิใช่เพราะสูญเสียศิษย์เท่านั้น แต่เพราะไม่ยอมรับความจริง ทั้งที่โอกาสแห่งการเข้าถึงพระธรรมอยู่ตรงหน้า


พระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดง

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสพระคาถาว่า

"ผู้ที่เห็นสิ่งไม่มีสาระว่าเป็นสาระ และเห็นสิ่งมีสาระว่าไม่มีสาระ ย่อมไม่เข้าถึงแก่นสาร ส่วนผู้ที่รู้จักสิ่งที่เป็นสาระและไม่เป็นสาระ ย่อมเข้าถึงแก่นสารแห่งชีวิต"

พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า

ชื่อเสียง ลาภ ยศ และบริวาร มิใช่แก่นสารของชีวิต

ส่วนศีล สมาธิ ปัญญา และความหลุดพ้น ต่างหากคือสาระแห่งชีวิตที่ควรแสวงหา


หลักธรรมที่ได้รับ

  • สัมมาทิฏฐิเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าถึงธรรม
  • การยึดติดในลาภ ยศ และชื่อเสียง ทำให้มองไม่เห็นความจริง
  • ผู้มีปัญญากล้ายอมรับความจริง แม้ต้องละทิ้งสิ่งที่ตนเคยเชื่อ
  • สาระของชีวิตคือการพัฒนาจิตใจ ไม่ใช่การสะสมสิ่งภายนอก

ข้อคิดสำหรับชีวิตประจำวัน

  • ควรแยกแยะว่าอะไรเป็นสิ่งจำเป็น และอะไรเป็นเพียงสิ่งชั่วคราว
  • อย่ายึดติดกับตำแหน่งหรือชื่อเสียงจนปิดกั้นการเรียนรู้สิ่งที่ถูกต้อง
  • เมื่อพบความจริง ควรกล้ายอมรับและปรับปรุงตนเอง
  • ความสำเร็จที่แท้จริง คือการพัฒนาจิตใจให้มีคุณธรรมและปัญญา

เกร็ดความรู้

สญชัย ปริพาชก เป็นอาจารย์ของ พระสารีบุตร และ พระมหาโมคคัลลานะ ก่อนที่ทั้งสองจะได้พบพระพุทธศาสนา เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า แม้ผู้มีความรู้และมีผู้เคารพนับถือจำนวนมาก หากยังขาดสัมมาทิฏฐิ ก็อาจพลาดโอกาสเข้าถึงพระธรรมอันประเสริฐได้


สรุปธรรม

เรื่องสญชัยสอนให้เห็นว่า ผู้มีปัญญาย่อมรู้จักแยกแยะสิ่งที่เป็นสาระออกจากสิ่งที่ไม่เป็นสาระ การยึดมั่นในลาภ ยศ ชื่อเสียง หรือความเห็นของตนเอง อาจทำให้พลาดโอกาสเข้าถึงความจริง ส่วนผู้ที่เปิดใจรับฟังเหตุผลและพร้อมละความเห็นผิด ย่อมก้าวเข้าสู่หนทางแห่งปัญญาและความหลุดพ้น ดังที่พระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะได้ละทิ้งสิ่งที่ไม่ใช่แก่นสาร แล้วเข้าถึงพระธรรมอันเป็นสาระสูงสุดแห่งชีวิต.

 

 ==============================================

 

เรื่องที่ 9

นิทานธรรมบท เรื่องพระนันทเถระ

(เรียบเรียงจากอรรถกถาธรรมบท ยมกวรรค)


พระคาถา

ยถาคารํ ทุจฺฉนฺนํ
วุฏฺฐี สมติวิชฺฌติ
เอวํ อภาวิตํ จิตฺตํ
ราค
สมติวิชฺฌติ.

ยถาคารํ สุจฺฉนฺนํ
วุฏฺฐี น สมติวิชฺฌติ
เอวํ สุภาวิตํ จิตฺตํ
ราค
น สมติวิชฺฌติ.


คำอ่าน

ยะถา อะคารัง ทุจฉันนัง
วุฏฐี สะมะติวิชฌะติ
เอวัง อะภาวิตัง จิตตัง
ราโค สะมะติวิชฌะติ

ยะถา อะคารัง สุจฉันนัง
วุฏฐี นะ สะมะติวิชฌะติ
เอวัง สุภาวิตัง จิตตัง
ราโค นะ สะมะติวิชฌะติ


คำแปล

เหมือนเรือนที่มุงไม่ดี ฝนย่อมรั่วรดได้ ฉันใด

จิตที่ยังมิได้อบรมดี ราคะย่อมแทรกซึมเข้าไปได้ ฉันนั้น

เหมือนเรือนที่มุงดีแล้ว ฝนย่อมรั่วรดไม่ได้ ฉันใด

จิตที่อบรมดีแล้ว ราคะย่อมแทรกซึมเข้าไปไม่ได้ ฉันนั้น


ความเป็นมา

ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี ได้ทรงปรารภ พระนันทเถระ ผู้เป็นพระอนุชาต่างพระมารดาของพระองค์

ในวันที่พระนันทกุมารทรงประกอบพิธีอภิเษกสมรสกับ นางชนบทกัลยาณี หญิงผู้มีรูปโฉมงดงาม พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปยังพระราชนิเวศเพื่อรับภัตตาหาร

เมื่อเสวยเสร็จแล้ว พระองค์ทรงประทานบาตรแก่พระนันทะให้ถือส่งเสด็จ

พระนันทะไม่กล้าปฏิเสธ จึงถือบาตรตามเสด็จไปจนถึงพระนิโครธาราม

เมื่อไปถึง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสชักชวนให้พระนันทะอุปสมบท

ด้วยความเคารพต่อพระพุทธองค์ พระนันทะจึงยอมบวช แม้ใจยังผูกพันอยู่กับนางชนบทกัลยาณี


ความอาลัยในชีวิตฆราวาส

หลังอุปสมบท พระนันทะไม่อาจตัดความรักที่มีต่อคู่หมั้นได้

ภาพของนางชนบทกัลยาณียังคงติดอยู่ในใจอยู่เสมอ

ท่านมักระลึกถึงคำที่นางกล่าวก่อนจากกันว่า

"ขอพระองค์เสด็จกลับมาโดยเร็ว"

ความอาลัยนี้ทำให้พระนันทะไม่มีความสุขในการบวช และคิดจะลาสิกขาอยู่หลายครั้ง


พระพุทธเจ้าทรงใช้พระอุบาย

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความคิดของพระนันทะ จึงทรงใช้อุบายเพื่อถอนความยึดติด

พระองค์ทรงพาพระนันทะไปยังเทวโลก

ระหว่างทาง ได้ทอดพระเนตรลิงตัวเมียตัวหนึ่ง ซึ่งมีรูปร่างน่าเกลียด ถูกไฟไหม้จนขนร่วง

เมื่อถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระนันทะได้เห็นนางอัปสรจำนวนมาก มีความงดงามเหนือกว่าหญิงมนุษย์อย่างหาที่เปรียบมิได้

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า

"นางชนบทกัลยาณี เมื่อเทียบกับนางอัปสรเหล่านี้ เป็นอย่างไร"

พระนันทะกราบทูลว่า

"นางชนบทกัลยาณี เปรียบเหมือนลิงตัวเมียที่ถูกไฟไหม้ ส่วนนางอัปสรงดงามหาประมาณมิได้"

พระองค์จึงตรัสว่า

"หากเธอตั้งใจประพฤติพรหมจรรย์ เราจะรับรองว่าเธอจะได้บังเกิดร่วมกับนางอัปสรเหล่านี้"

พระนันทะจึงตั้งใจปฏิบัติธรรม


จากแรงจูงใจทางโลกสู่ความหลุดพ้น

เมื่อพระภิกษุทั้งหลายทราบว่า พระนันทะปฏิบัติธรรมเพราะหวังได้นางอัปสร ต่างพากันเรียกว่า

"พระนันทะผู้รับจ้าง"

พระนันทะเกิดความละอายใจอย่างยิ่ง

ท่านพิจารณาว่า การปฏิบัติธรรมเพื่อหวังผลตอบแทนทางกามคุณ ไม่ใช่เป้าหมายอันประเสริฐของเพศบรรพชิต

จากนั้นจึงหันมาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างจริงจัง

ด้วยความเพียรและการเจริญปัญญา ในที่สุดพระนันทะก็บรรลุพระอรหัตผล สิ้นกิเลสโดยสิ้นเชิง

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ยังปรารถนานางอัปสรอยู่หรือไม่ พระนันทะกราบทูลว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ข้าพระองค์พ้นจากความปรารถนาทั้งปวงแล้ว"


พระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดง

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระคาถาว่า

"เหมือนเรือนที่มุงไม่ดี ฝนย่อมรั่วรดได้ ฉันใด จิตที่ยังมิได้อบรมดี ราคะย่อมแทรกซึมเข้าไปได้ ฉันนั้น ส่วนจิตที่อบรมดีแล้ว ราคะย่อมแทรกซึมเข้าไปไม่ได้"

พระองค์ทรงเปรียบจิตของผู้ไม่ฝึกฝน เหมือนเรือนที่มีช่องโหว่ เปิดโอกาสให้กิเลสเข้าครอบงำได้ง่าย แต่เมื่อฝึกจิตด้วยศีล สมาธิ และปัญญา กิเลสย่อมไม่อาจครอบงำได้


หลักธรรมที่ได้รับ

  • จิตที่ไม่ได้รับการฝึกฝน ย่อมตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลส
  • การอบรมจิตอย่างสม่ำเสมอ เป็นเกราะป้องกันราคะและอกุศลธรรม
  • แรงจูงใจที่ยังไม่บริสุทธิ์ หากได้รับการชี้แนะอย่างถูกต้อง ก็อาจนำไปสู่ความหลุดพ้นได้
  • ความเพียรและความละอายต่อบาป เป็นปัจจัยสำคัญของความเจริญในธรรม

ข้อคิดสำหรับชีวิตประจำวัน

  • การฝึกใจเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง มิฉะนั้นกิเลสจะเข้าครอบงำได้ง่าย
  • อย่าท้อแท้หากเริ่มต้นด้วยเหตุผลที่ยังไม่สมบูรณ์ เพราะหากเปิดใจเรียนรู้ ก็สามารถพัฒนาตนเองได้
  • ความสุขจากกามคุณเป็นเพียงชั่วคราว แต่ความสงบของจิตใจเป็นความสุขที่ยั่งยืน
  • ผู้ที่ชนะใจตนเองได้ ย่อมเป็นผู้ชนะที่แท้จริง

เกร็ดความรู้

พระนันทเถระ ได้รับการยกย่องในพระพุทธศาสนาว่าเป็นตัวอย่างของผู้ที่เริ่มต้นการบวชด้วยความอาลัยในชีวิตทางโลก แต่ด้วยพระปรีชาญาณและพระมหากรุณาของพระพุทธเจ้า ประกอบกับความเพียรของตนเอง จึงสามารถเปลี่ยนจากผู้ยังติดอยู่ในกามคุณ ไปสู่การเป็นพระอรหันต์ผู้สิ้นกิเลสโดยสมบูรณ์


สรุปธรรม

เรื่องพระนันทเถระแสดงให้เห็นว่า กิเลสย่อมครอบงำจิตที่ไม่ได้รับการฝึกฝน แต่เมื่อจิตได้รับการอบรมด้วยศีล สมาธิ และปัญญา กิเลสย่อมหมดอำนาจ แม้ผู้ที่เริ่มต้นด้วยความยึดติดในความรักหรือความสุขทางโลก หากตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ก็สามารถเข้าถึงความหลุดพ้นได้ เรื่องนี้จึงเป็นกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติธรรมทุกคนว่า ความเพียรและการฝึกจิตอย่างต่อเนื่อง ย่อมนำไปสู่ความบริสุทธิ์แห่งใจในที่สุด.

==============================================

เรื่องที่ 10

นิทานธรรมบท เรื่องนายจุนทสูกริก

(เรียบเรียงจากอรรถกถาธรรมบท ยมกวรรค)


พระคาถา

อิธ โสจติ เปจฺจ โสจติ
ปาปการี อุภยตฺถ โสจติ
โส โสจติ โส วิหญฺญติ
ทิสฺวา กมฺมกิลิฏฺฐมตฺตโน.

อิธ โมทติ เปจฺจ โมทติ
กตปุญฺโญ อุภยตฺถ โมทติ
โส โมทติ โส ปโมทติ
ทิสฺวา กมฺมวิสุทฺธิมตฺตโน.


คำอ่าน

อิธะ โสจะติ เปจจะ โสจะติ
ปาปะการี อุภะยัตถะ โสจะติ
โส โสจะติ โส วิหัญญะติ
ทิสวา กัมมะกิลิฏฐะมัตตะโน

อิธะ โมทะติ เปจจะ โมทะติ
กะตะปุญโญ อุภะยัตถะ โมทะติ
โส โมทะติ โส ปะโมทะติ
ทิสวา กัมมะวิสุทธิมัตตะโน


คำแปล

ผู้ทำบาป ย่อมเศร้าโศกในโลกนี้ และเศร้าโศกในโลกหน้า ย่อมเศร้าโศกทั้งสองโลก เมื่อเห็นกรรมอันเศร้าหมองของตน ก็ยิ่งเดือดร้อนใจ

ส่วนผู้ทำบุญ ย่อมยินดีในโลกนี้ และยินดีในโลกหน้า ย่อมยินดีทั้งสองโลก เมื่อเห็นกรรมอันบริสุทธิ์ของตน ก็ยิ่งปลาบปลื้มใจ


ความเป็นมา

ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี ได้ทรงปรารภ นายจุนทสูกริก ผู้ประกอบอาชีพฆ่าสุกรเป็นประจำ

นายจุนทเป็นคนมีฐานะพอสมควร แต่ประกอบอาชีพด้วยการฆ่าสัตว์ทุกวัน เขาจะจับสุกรมาขังไว้ แล้วทรมานก่อนฆ่าเพื่อให้เนื้อมีรสดีตามความเชื่อของตน

ตลอดชีวิต เขาไม่เห็นโทษของการเบียดเบียนสัตว์ และไม่รู้สึกสลดใจต่อการกระทำของตน


ผลแห่งกรรมเริ่มปรากฏ

เมื่อเวลาผ่านไป นายจุนทล้มป่วยอย่างหนัก

ในช่วงใกล้เสียชีวิต จิตใจของเขาเริ่มกระสับกระส่าย หวาดกลัว และทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง

อรรถกถาเล่าว่า เขาส่งเสียงร้องครวญครางไม่ต่างจากเสียงสุกรที่เคยถูกตนฆ่า ผู้คนที่ได้ยินต่างรู้สึกเวทนา เพราะอาการของเขาเหมือนกำลังได้รับผลแห่งกรรมที่เคยทำไว้

เขาทุรนทุรายอยู่หลายวัน ไม่สามารถสงบจิตใจได้


ความแตกต่างระหว่างบุญและบาป

ในเวลาเดียวกัน ชาวเมืองได้สนทนาถึงเหตุการณ์นี้ และเปรียบเทียบกับผู้ที่หมั่นทำบุญ รักษาศีล และประกอบกรรมดี ซึ่งเมื่อใกล้สิ้นชีวิตกลับมีจิตใจผ่องใส ไม่หวาดหวั่น

เมื่อพระภิกษุกราบทูลเรื่องนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ตรัสว่า

ผู้ที่ประกอบกรรมชั่ว ย่อมเดือดร้อนทั้งในเวลาทำกรรม ขณะระลึกถึงกรรม และเมื่อได้รับผลของกรรม

ส่วนผู้ที่ประกอบกรรมดี ย่อมมีความสุขทั้งในปัจจุบันและในภายหน้า


พระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดง

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพระคาถาว่า

"ผู้ทำบาป ย่อมเศร้าโศกในโลกนี้ และเศร้าโศกในโลกหน้า ส่วนผู้ทำบุญ ย่อมยินดีในโลกนี้ และยินดีในโลกหน้า"

พระองค์ทรงแสดงว่า

ความสุขหรือความทุกข์มิได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากกรรมที่แต่ละคนได้กระทำไว้

เมื่อกรรมให้ผล ผู้ทำย่อมเป็นผู้รับผลนั้นเอง ไม่มีผู้ใดหลีกหนีผลแห่งกรรมได้


หลักธรรมที่ได้รับ

  • กรรมเป็นของเฉพาะตน ผู้ทำกรรมเช่นไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น
  • การเบียดเบียนสัตว์นำมาซึ่งทุกข์ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
  • บุญและบาปส่งผลต่อสภาพจิตใจ โดยเฉพาะในวาระสุดท้ายของชีวิต
  • การทำความดีอย่างสม่ำเสมอ ทำให้จิตใจผ่องใสและไม่หวาดกลัวต่อความตาย

ข้อคิดสำหรับชีวิตประจำวัน

  • ควรประกอบอาชีพที่ไม่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่น
  • อย่าประมาทคิดว่ากรรมชั่วเล็กน้อยจะไม่มีผล
  • การรักษาศีลและเจริญเมตตา เป็นการสร้างความสุขแก่ตนเองในระยะยาว
  • หากเคยทำผิด ควรรีบสำนึก แก้ไข และสร้างกรรมดีให้มากที่สุด

เกร็ดความรู้

คำว่า "สูกริก" หมายถึง ผู้ฆ่าสุกรหรือผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการฆ่าสุกร เรื่องนายจุนทสูกริกเป็นอุทาหรณ์สำคัญในอรรถกถาธรรมบทที่แสดงให้เห็นผลของ อกุศลกรรม โดยเฉพาะการฆ่าสัตว์เป็นอาชีพ ซึ่งขัดกับหลัก สัมมาอาชีวะ และ ศีลข้อที่ ๑ คือการงดเว้นจากการเบียดเบียนชีวิต


สรุปธรรม

เรื่องนายจุนทสูกริกสอนให้เห็นว่า ผลของกรรมย่อมติดตามผู้กระทำอย่างแน่นอน ผู้ที่ทำบาปย่อมได้รับความทุกข์ทั้งในปัจจุบันและภายหน้า ส่วนผู้ที่ทำบุญและดำเนินชีวิตด้วยเมตตา ย่อมมีความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า พระธรรมบทเรื่องนี้จึงเตือนใจให้ละเว้นการเบียดเบียน หมั่นสร้างความดี และรักษาจิตใจให้ผ่องใสอยู่เสมอ เพราะเมื่อถึงวาระสุดท้าย สิ่งที่จะติดตามเราไปได้ คือกรรมที่เราได้กระทำไว้เท่านั้น.

==============================================

เรื่องที่ 11

นิทานธรรมบท เรื่องธัมมิกอุบาสก

(เรียบเรียงจากอรรถกถาธรรมบท ยมกวรรค)


พระคาถา

อิธ ตปฺปติ เปจฺจ ตปฺปติ
ปาปการี อุภยตฺถ ตปฺปติ
ปาปํ เม กตนฺ”ติ ตปฺปติ
ภิยฺโย ตปฺปติ ทุคฺคตึ คโต.

อิธ นนฺทติ เปจฺจ นนฺทติ
กตปุญฺโญ อุภยตฺถ นนฺทติ
ปุญฺญํ เม กตนฺ”ติ นนฺทติ
ภิยฺโย นนฺทติ สุคฺคตึ คโต.


คำอ่าน

อิธะ ตัปปะติ เปจจะ ตัปปะติ
ปาปะการี อุภะยัตถะ ตัปปะติ
ปาปัง เม กะตันติ ตัปปะติ
ภิยโย ตัปปะติ ทุคคะติง คะโต

อิธะ นันทะติ เปจจะ นันทะติ
กะตะปุญโญ อุภะยัตถะ นันทะติ
ปุญญัง เม กะตันติ นันทะติ
ภิยโย นันทะติ สุคคะติง คะโต


คำแปล

ผู้ทำบาป ย่อมเดือดร้อนในโลกนี้ และเดือดร้อนในโลกหน้า ย่อมเดือดร้อนทั้งสองโลก เมื่อระลึกได้ว่า “เราทำบาปไว้” ก็ยิ่งเดือดร้อน และเมื่อไปสู่ทุคติ ก็ยิ่งเดือดร้อนยิ่งขึ้น

ส่วนผู้ทำบุญ ย่อมยินดีในโลกนี้ และยินดีในโลกหน้า ย่อมยินดีทั้งสองโลก เมื่อระลึกได้ว่า “เราทำบุญไว้” ก็ย่อมปลาบปลื้ม และเมื่อไปสู่สุคติ ก็ยิ่งมีความสุขยิ่งขึ้น


ความเป็นมา

ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี ได้ทรงปรารภ ธัมมิกอุบาสก ผู้เป็นอุบาสกผู้มีศรัทธามั่นคงในพระรัตนตรัย

ธัมมิกอุบาสกเป็นผู้รักษาศีลห้าอย่างเคร่งครัด หมั่นถวายทาน ฟังธรรม และช่วยอุปถัมภ์พระภิกษุสงฆ์อยู่เสมอ ท่านดำเนินชีวิตด้วยความซื่อสัตย์ เมตตา และไม่เบียดเบียนผู้อื่น เป็นที่เคารพนับถือของชาวเมือง

แม้จะครองเรือน แต่ท่านประพฤติตนดุจอุบาสกผู้ใกล้ชิดพระธรรม และมุ่งมั่นสร้างกุศลตลอดชีวิต


วาระสุดท้ายแห่งชีวิต

เมื่อธัมมิกอุบาสกชราภาพและล้มป่วย บุตรหลานและญาติมิตรต่างมาห้อมล้อมดูแล

ท่านขอให้ไปกราบทูลนิมนต์พระภิกษุมาแสดงธรรม เพื่อให้จิตใจตั้งมั่นในพระรัตนตรัย

พระภิกษุหลายรูปได้มาแสดงธรรมเรื่องการไม่ยึดมั่นถือมั่น และการระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

ธัมมิกอุบาสกฟังธรรมด้วยจิตใจผ่องใส ไม่หวั่นไหวต่อความตาย


เทพบุตรมารอรับ

อรรถกถากล่าวว่า ในขณะที่ธัมมิกอุบาสกใกล้สิ้นชีวิต เทพบุตรจากสวรรค์หลายหมู่พร้อมราชรถทิพย์ต่างมารอรับ

แต่ละองค์กล่าวเชิญว่า

"ขอท่านจงไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นของเราเถิด"

ธัมมิกอุบาสกได้ยินเสียงเหล่านั้น จึงยกมือขึ้นเป็นเชิงให้รอสักครู่

บุตรหลานที่อยู่ใกล้เข้าใจผิด คิดว่าท่านกำลังไล่ตนออกจากห้อง ต่างพากันร้องไห้ด้วยความเสียใจ

ธัมมิกอุบาสกจึงกล่าวว่า

"เรามิได้ไล่พวกเธอ แต่กำลังบอกให้เหล่าเทพรอสักครู่"

จากนั้นท่านตั้งจิตระลึกถึงพระรัตนตรัย แล้วสิ้นชีวิตด้วยจิตใจสงบ และไปบังเกิดในสุคติ


พระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดง

เมื่อพระภิกษุทั้งหลายสนทนาถึงบุญบารมีของธัมมิกอุบาสก พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพระคาถาว่า

"ผู้ทำบาป ย่อมเดือดร้อนทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ส่วนผู้ทำบุญ ย่อมยินดีทั้งในโลกนี้และโลกหน้า"

พระองค์ทรงแสดงว่า

การสั่งสมบุญด้วยศรัทธา ศีล ทาน และการเจริญธรรม ย่อมทำให้จิตใจผ่องใส เมื่อถึงวาระสุดท้ายก็ไม่หวาดหวั่น เพราะมั่นใจในกรรมดีที่ตนได้กระทำไว้


หลักธรรมที่ได้รับ

  • บุญเป็นที่พึ่งของผู้ทำความดี
  • การรักษาศีลและเจริญกุศล ทำให้จิตใจผ่องใส
  • ผู้ระลึกถึงพระรัตนตรัยในวาระสุดท้าย ย่อมมีจิตสงบ
  • กรรมดีนำความสุขทั้งในปัจจุบันและในสัมปรายภพ

ข้อคิดสำหรับชีวิตประจำวัน

  • ควรหมั่นสร้างบุญทุกวัน แม้เพียงเล็กน้อยก็มีคุณค่า
  • ความดีที่ทำไว้จะเป็นกำลังใจแก่ตนเองในยามเผชิญความทุกข์
  • อย่ารอสร้างบุญเมื่อแก่หรือเจ็บป่วย เพราะชีวิตไม่แน่นอน
  • ผู้ที่มีจิตใจสะอาด ย่อมไม่หวาดกลัวต่อความตาย

เกร็ดความรู้

ธัมมิกอุบาสก เป็นแบบอย่างของอุบาสกผู้ครองเรือนที่ดำเนินชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง แม้ไม่ได้บวชเป็นพระภิกษุ ก็สามารถสั่งสมบุญบารมีและเข้าถึงสุคติได้ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ความหลุดพ้นจากความทุกข์เริ่มต้นได้จากการดำเนินชีวิตด้วยศีลและธรรมในฐานะฆราวาส


สรุปธรรม

เรื่องธัมมิกอุบาสกสอนให้เห็นว่า ผู้ที่หมั่นสร้างบุญและรักษาศีล ย่อมมีความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เมื่อถึงวาระสุดท้าย จิตใจที่ได้รับการอบรมด้วยศรัทธาและคุณธรรมจะไม่หวาดกลัวต่อความตาย แต่กลับเต็มไปด้วยความสงบและความอิ่มเอิบ เพราะมั่นใจในกรรมดีที่ตนได้สั่งสมไว้ เรื่องนี้จึงเป็นกำลังใจให้พุทธศาสนิ

==============================================

เรื่องที่ 12

นิทานธรรมบท เรื่องพระเทวทัต

(เรียบเรียงจากอรรถกถาธรรมบท ยมกวรรค)


พระคาถา

อิธ ตปฺปติ เปจฺจ ตปฺปติ
ปาปการี อุภยตฺถ ตปฺปติ
ปาปํ เม กตนฺ”ติ ตปฺปติ
ภิยฺโย ตปฺปติ ทุคฺคตึ คโต.


คำอ่าน

อิธะ ตัปปะติ เปจจะ ตัปปะติ
ปาปะการี อุภะยัตถะ ตัปปะติ
ปาปัง เม กะตันติ ตัปปะติ
ภิยโย ตัปปะติ ทุคคะติง คะโต


คำแปล

ผู้ทำบาป ย่อมเดือดร้อนในโลกนี้ และเดือดร้อนในโลกหน้า ย่อมเดือดร้อนทั้งสองโลก

เมื่อระลึกได้ว่า "เราทำบาปไว้" ก็ยิ่งเดือดร้อน และเมื่อตายไปสู่ทุคติ ก็ยิ่งได้รับความทุกข์มากยิ่งขึ้น


ความเป็นมา

ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี ได้ทรงปรารภ พระเทวทัต ผู้เคยเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา แต่ปล่อยให้ความริษยา ความทะเยอทะยาน และความอาฆาตครอบงำจิตใจ

แม้พระเทวทัตจะเป็นผู้มีความรู้ มีสมาธิ และเคยได้รับความเคารพจากผู้คนมากมาย แต่เมื่อความอยากได้อำนาจเกิดขึ้น จิตใจก็ค่อย ๆ เสื่อมจากคุณธรรม

ท่านคิดจะเป็นผู้นำคณะสงฆ์แทนพระผู้มีพระภาคเจ้า และเมื่อพระองค์ไม่ทรงยินยอม จึงเกิดความพยาบาทอย่างรุนแรง


การกระทำกรรมหนัก

พระเทวทัตได้กระทำอกุศลกรรมหลายประการ ได้แก่

  • ยุยงพระเจ้าอชาตศัตรูให้ล้มล้างพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นพระราชบิดา
  • ส่งคนไปลอบปลงพระชนม์พระผู้มีพระภาคเจ้า
  • กลิ้งก้อนหินจากยอดเขาคิชฌกูฏหวังให้ทับพระพุทธองค์
  • ปล่อยช้างนาฬาคีรีที่กำลังตกมันให้เข้าทำร้ายพระพุทธเจ้า
  • ทำให้คณะสงฆ์แตกแยก ด้วยการชักชวนภิกษุให้แยกออกจากพระธรรมวินัย

แม้การกระทำทั้งหมดจะไม่สามารถทำอันตรายพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ แต่กรรมหนักเหล่านั้นก็ได้สั่งสมไว้ในจิตของพระเทวทัตเอง


ความสำนึกในวาระสุดท้าย

เมื่อเวลาผ่านไป พระเทวทัตอาพาธอย่างหนัก

ในช่วงใกล้สิ้นชีวิต ท่านเริ่มสำนึกถึงความผิดที่ได้กระทำต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าและพระศาสนา

จึงปรารถนาจะเดินทางไปเฝ้าพระพุทธองค์ เพื่อกราบทูลขอขมาและแสดงความสำนึกผิด

แต่ระหว่างการเดินทาง ผลแห่งอกุศลกรรมหนักได้ให้ผลเสียก่อน

อรรถกถากล่าวว่า แผ่นดินได้แยกออก และพระเทวทัตถูกธรณีสูบลงสู่อเวจีมหานรก ก่อนที่จะได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า


พระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดง

เมื่อพระภิกษุทั้งหลายสนทนาถึงผลกรรมของพระเทวทัต พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพระคาถาว่า

"ผู้ทำบาป ย่อมเดือดร้อนในโลกนี้ และเดือดร้อนในโลกหน้า เมื่อระลึกถึงบาปที่ตนทำไว้ ก็ยิ่งเดือดร้อน และเมื่อตกไปสู่ทุคติ ก็ยิ่งได้รับความทุกข์มากขึ้น"

พระองค์ทรงสอนว่า

กรรมทุกอย่างย่อมมีผลตามเหตุปัจจัย ไม่มีผู้ใดหลีกหนีผลแห่งกรรมของตนได้


หลักธรรมที่ได้รับ

  • อกุศลกรรมย่อมให้ผลแก่ผู้กระทำอย่างแน่นอน
  • ความริษยาและความทะเยอทะยานสามารถทำลายชีวิตและคุณธรรมได้
  • การสำนึกผิดเป็นสิ่งดี แต่ไม่อาจลบล้างผลของกรรมหนักที่ได้กระทำแล้ว
  • ควรรีบละความชั่วและสร้างความดีตั้งแต่ยังมีโอกาส

ข้อคิดสำหรับชีวิตประจำวัน

  • อย่าปล่อยให้ความอิจฉาริษยาครอบงำจิตใจ เพราะอาจนำไปสู่การกระทำที่เสียหาย
  • หากทำผิด ควรรีบแก้ไขและขอขมาโดยไม่ผัดวันประกันพรุ่ง
  • ทุกการกระทำมีผล จึงควรคิดให้รอบคอบก่อนพูดหรือทำสิ่งใด
  • การสร้างความดีอย่างสม่ำเสมอ เป็นหนทางป้องกันไม่ให้ชีวิตตกต่ำ

เกร็ดความรู้

ในพระพุทธศาสนา พระเทวทัต ถูกยกเป็นตัวอย่างของผู้ที่มีความสามารถและเคยสั่งสมบุญมาในอดีต แต่เพราะปล่อยให้ โลภะ โทสะ และโมหะ ครอบงำ จึงก่อกรรมหนักหลายประการ โดยเฉพาะการทำ สังฆเภท (ทำสงฆ์ให้แตกกัน) ซึ่งจัดเป็นอกุศลกรรมที่มีโทษร้ายแรง เรื่องนี้จึงเป็นอุทาหรณ์ให้ระวังการใช้อำนาจและความสามารถโดยปราศจากคุณธรรม


สรุปธรรม

เรื่องพระเทวทัตสอนให้เห็นว่า ผู้ทำบาปย่อมได้รับผลแห่งบาปทั้งในปัจจุบันและภายหน้า ความเดือดร้อนมิได้เกิดจากผู้อื่น แต่เกิดจากกรรมที่ตนเองได้กระทำไว้ เมื่อกิเลสครอบงำจิตใจ แม้ผู้มีความรู้หรือมีบุญเก่ามากเพียงใด ก็อาจตกต่ำได้ พระธรรมบทเรื่องนี้จึงเตือนใจให้ละเว้นความชั่ว รีบสร้างความดี และหมั่นชำระจิตใจให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ เพื่อไม่ต้องเดือดร้อนทั้งในโลกนี้และโลกหน้า.


==============================================

เรื่องที่ 13

นิทานธรรมบท เรื่องนางสุมนาเทวี

(เรียบเรียงจากอรรถกถาธรรมบท ยมกวรรค)


พระคาถา

อิธ นนฺทติ เปจฺจ นนฺทติ
กตปุญฺโญ อุภยตฺถ นนฺทติ
ปุญฺญํ เม กตนฺ”ติ นนฺทติ
ภิยฺโย นนฺทติ สุคฺคตึ คโต.


คำอ่าน

อิธะ นันทะติ เปจจะ นันทะติ
กะตะปุญโญ อุภะยัตถะ นันทะติ
ปุญญัง เม กะตันติ นันทะติ
ภิยโย นันทะติ สุคคะติง คะโต


คำแปล

ผู้ทำบุญ ย่อมยินดีในโลกนี้ และยินดีในโลกหน้า ย่อมยินดีทั้งสองโลก

เมื่อระลึกได้ว่า "เราทำบุญไว้" ก็ย่อมปลาบปลื้มใจ และเมื่อไปสู่สุคติ ก็ยิ่งมีความสุขยิ่งขึ้น


ความเป็นมา

ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี ได้ทรงปรารภ นางสุมนาเทวี อุบาสิกาผู้เปี่ยมด้วยศรัทธาในพระรัตนตรัย

นางเป็นผู้มีนิสัยอ่อนโยน มีเมตตา รักษาศีล และหมั่นถวายทานแก่พระภิกษุสงฆ์เป็นนิตย์ แม้จะมีฐานะดี แต่ไม่ประมาทในชีวิต มักใช้ทรัพย์เพื่อการกุศลและช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก

นางเชื่อมั่นว่า ทรัพย์สมบัติเป็นของไม่เที่ยง แต่บุญกุศลที่ทำไว้ย่อมติดตามผู้กระทำไปได้


การสั่งสมบุญตลอดชีวิต

นางสุมนาเทวีหมั่นฟังพระธรรมเทศนาและเจริญศรัทธาอยู่เสมอ

เมื่อมีโอกาสก็ถวายภัตตาหาร จีวร ยารักษาโรค และเครื่องอุปโภคบริโภคแก่พระสงฆ์ พร้อมทั้งชักชวนบุตรหลานให้ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม

ผู้คนต่างชื่นชมว่า นางเป็นผู้มีจิตใจงดงาม ไม่โอ้อวดบุญที่ตนทำ และยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นได้ทำความดี

ด้วยเหตุนี้ นางจึงมีชีวิตที่สงบ มีความสุข และเป็นที่รักของคนทั่วไป


วาระสุดท้ายแห่งชีวิต

ครั้นเมื่อนางล้มป่วยและใกล้ถึงวาระสุดท้าย จิตใจของนางกลับผ่องใส ไม่หวาดหวั่นต่อความตาย

นางระลึกถึงบุญทั้งหลายที่ได้กระทำไว้ตลอดชีวิต ทั้งการให้ทาน การรักษาศีล และการฟังธรรม

อรรถกถากล่าวว่า ก่อนสิ้นชีวิต นางมีสีหน้ายิ้มแย้มเบิกบาน เพราะเห็นนิมิตแห่งสุคติ

เมื่อนางสิ้นชีวิตแล้ว ก็ไปบังเกิดในเทวโลก ได้รับทิพยสมบัติอันสมควรแก่ผลแห่งบุญที่ได้สั่งสมไว้


พระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดง

เมื่อพระภิกษุทั้งหลายสนทนาถึงผลแห่งบุญของนางสุมนาเทวี พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพระคาถาว่า

"ผู้ทำบุญ ย่อมยินดีในโลกนี้ และยินดีในโลกหน้า เมื่อระลึกถึงบุญที่ตนทำไว้ ก็ย่อมปลาบปลื้มใจ และเมื่อตายไปสู่สุคติ ก็ยิ่งมีความสุขยิ่งขึ้น"

พระองค์ทรงสอนว่า

บุญกุศลที่บุคคลทำด้วยจิตบริสุทธิ์ ย่อมเป็นเสบียงติดตามตนไปทั้งในปัจจุบันและสัมปรายภพ


หลักธรรมที่ได้รับ

  • บุญกุศลเป็นทรัพย์อันประเสริฐที่ติดตามผู้ทำไปได้
  • การให้ทาน รักษาศีล และฟังธรรม เป็นเหตุแห่งความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
  • ผู้ทำความดีด้วยใจบริสุทธิ์ ย่อมมีจิตใจผ่องใสในวาระสุดท้าย
  • ความยินดีในบุญเป็นเหตุให้บุญมีกำลังยิ่งขึ้น

ข้อคิดสำหรับชีวิตประจำวัน

  • หมั่นสร้างบุญอย่างสม่ำเสมอ แม้เพียงเล็กน้อยก็มีคุณค่า
  • ทำความดีโดยไม่หวังคำชม เพราะผลแห่งบุญเกิดจากความบริสุทธิ์ของจิต
  • ระลึกถึงความดีที่ตนเคยทำ จะช่วยให้มีกำลังใจในการดำเนินชีวิต
  • บุญที่สร้างไว้ในวันนี้ จะเป็นที่พึ่งของเราในวันข้างหน้า

เกร็ดความรู้

เรื่อง นางสุมนาเทวี เป็นอุทาหรณ์ของอุบาสิกาผู้ดำเนินชีวิตด้วยศรัทธาและความไม่ประมาท แสดงให้เห็นว่า ความสุขที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากทรัพย์สินหรือเกียรติยศ แต่เกิดจากบุญกุศลและจิตใจที่เปี่ยมด้วยคุณธรรม เมื่อถึงวาระสุดท้าย ผู้ที่มีจิตผ่องใสย่อมไม่หวาดกลัวต่อความตาย


สรุปธรรม

เรื่องนางสุมนาเทวีสอนให้เห็นว่า ผู้ทำบุญย่อมได้รับความสุขทั้งในปัจจุบันและในภายหน้า ความดีทุกประการที่ทำด้วยศรัทธา ไม่ว่าจะเป็นการให้ทาน รักษาศีล หรือเจริญธรรม ล้วนเป็นทรัพย์อันประเสริฐที่ไม่มีผู้ใดแย่งชิงได้ พระธรรมบทเรื่องนี้จึงเตือนใจให้หมั่นสร้างความดีอยู่เสมอ เพราะเมื่อระลึกถึงบุญที่ตนได้ทำไว้ จิตใจก็จะเต็มไปด้วยความอิ่มเอิบ และเมื่อจากโลกนี้ไป ก็ย่อมเข้าถึงสุคติตามกำลังแห่งบุญนั้น

===============================================

เรื่องที่ 14

นิทานธรรมบท เรื่องภิกษุ 2 สหาย

(เรียบเรียงจากอรรถกถาธรรมบท ยมกวรรค)


พระคาถา

พหุมฺปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน
น ตกฺกโร โหติ นโร ปมตฺโต
โคโปว คาโว คณยํ ปเรสํ
น ภาควา สามญฺญสฺส โหติ.

อปฺปมฺปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน
ธมฺมสฺส โหติ อนุธมฺมจารี
ราคญฺจ โทสญฺจ ปหาย โมหํ
สมฺมปฺปชาโน สุวิมุตฺตจิตฺโต
อนุปาทิยาโน อิธ วา หุรํ วา
ส ภาควา สามญฺญสฺส โหติ.


คำอ่าน

พะหุมปิ เจ สะหิตัง ภาสะมาโน
นะ ตักกะโร โหติ นะโร ปะมัตโต
โคโปวะ คาโว คะณะยัง ปะเรสัง
นะ ภาคะวา สามัญญัสสะ โหติ

อัปปัมปิ เจ สะหิตัง ภาสะมาโน
ธัมมัสสะ โหติ อะนุธัมมะจารี
ราคัญจะ โทสัญจะ ปะหายะ โมหัง
สัมมัปปะชาโน สุวิมุตตะจิตโต
อะนุปาทิยาโน อิธะ วา หุรัง วา
สะ ภาคะวา สามัญญัสสะ โหติ


คำแปล

แม้บุคคลจะกล่าวพระธรรมได้มาก แต่หากเป็นผู้ประมาท ไม่ประพฤติตามธรรม ก็ไม่ชื่อว่าเป็นผู้มีส่วนแห่งความเป็นสมณะ เปรียบเหมือนคนเลี้ยงโคที่เพียงนับโคของผู้อื่น

ส่วนผู้ที่แม้กล่าวพระธรรมได้น้อย แต่ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ละราคะ โทสะ และโมหะได้ มีปัญญารู้ชอบ จิตหลุดพ้น ไม่ยึดมั่นถือมั่นในโลกนี้หรือโลกหน้า ผู้นั้นแล ชื่อว่าเป็นผู้มีส่วนแห่งความเป็นสมณะโดยแท้


ความเป็นมา

ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี ได้ทรงปรารภภิกษุสองรูปซึ่งเป็นสหายกัน

ภิกษุรูปหนึ่งเป็นผู้แตกฉานในพระธรรม สามารถสาธยายพระสูตรและพระวินัยได้เป็นจำนวนมาก มีผู้เคารพนับถือและเชิญไปแสดงธรรมอยู่เสมอ

แต่อีกด้านหนึ่ง ท่านมิได้ตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ยังปล่อยใจให้ฟุ้งซ่าน และประมาทในการเจริญสมณธรรม

ส่วนภิกษุอีกรูปหนึ่ง แม้จะเรียนพระธรรมได้น้อย ไม่เชี่ยวชาญในการแสดงธรรม แต่เป็นผู้มีความเพียร รักษาศีล สำรวมอินทรีย์ และเจริญวิปัสสนากรรมฐานอย่างสม่ำเสมอ


ความแตกต่างของการศึกษาและการปฏิบัติ

วันหนึ่ง ภิกษุทั้งสองได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า

พระภิกษุผู้ทรงจำพระธรรมได้มาก มีความภาคภูมิใจในความรู้ของตน ส่วนภิกษุผู้เรียนได้น้อยกลับมีความอ่อนน้อม และมุ่งมั่นปฏิบัติธรรม

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบอัธยาศัยของทั้งสอง จึงตรัสว่า

การศึกษาพระธรรมเป็นสิ่งสำคัญ แต่หากไม่นำไปปฏิบัติ ก็ยังไม่เกิดประโยชน์อันแท้จริง

ในทางตรงกันข้าม แม้ศึกษาพระธรรมเพียงเล็กน้อย แต่ประพฤติปฏิบัติตามอย่างจริงใจ ก็สามารถเข้าถึงผลแห่งธรรมได้


ผลแห่งการปฏิบัติ

ภิกษุผู้ตั้งใจปฏิบัติธรรม แม้มีความรู้ไม่มาก แต่ด้วยความเพียรและการเจริญสติปัญญา ในที่สุดก็สามารถบรรลุพระอรหัตผล

ส่วนภิกษุผู้มีความรู้มาก แต่ประมาทในการปฏิบัติ ยังไม่สามารถบรรลุธรรมอันสูงสุดได้

ภิกษุทั้งหลายจึงสนทนากันว่า เหตุใดผู้รู้น้อยจึงบรรลุธรรมก่อนผู้รู้มาก

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบ จึงทรงแสดงพระธรรมเทศนาแก่ภิกษุทั้งหลาย


พระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดง

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระคาถาว่า

"แม้จะกล่าวพระธรรมได้มาก หากไม่ปฏิบัติตาม ก็เปรียบเหมือนคนเลี้ยงโคที่นับโคของผู้อื่น มิได้มีส่วนแห่งความเป็นสมณะ ส่วนผู้ที่แม้กล่าวพระธรรมได้น้อย แต่ปฏิบัติตามธรรม ละกิเลสได้ ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งความเป็นสมณะโดยแท้"

พระองค์ทรงสอนว่า

คุณค่าของพระธรรมมิได้อยู่ที่การท่องจำหรือการกล่าวสอนเท่านั้น หากแต่อยู่ที่การนำมาปฏิบัติให้เกิดผลในชีวิตจริง


หลักธรรมที่ได้รับ

  • การปฏิบัติธรรมสำคัญกว่าการจดจำเพียงอย่างเดียว
  • ความรู้ที่ไม่นำไปใช้ ย่อมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • ศีล สมาธิ และปัญญา เกิดจากการลงมือปฏิบัติ
  • ความถ่อมตนและความเพียร นำไปสู่ความเจริญในธรรม

ข้อคิดสำหรับชีวิตประจำวัน

  • อย่าพอใจเพียงการรู้ แต่จงลงมือทำในสิ่งที่รู้
  • ความสำเร็จไม่ได้วัดจากปริมาณความรู้เพียงอย่างเดียว แต่วัดจากการนำความรู้นั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์
  • แม้ก้าวทีละเล็กทีละน้อย แต่หากทำอย่างสม่ำเสมอ ย่อมนำไปสู่ความสำเร็จ
  • ธรรมะจะมีคุณค่า เมื่อเปลี่ยนจากการฟังและการอ่าน ไปสู่การปฏิบัติจริง

เกร็ดความรู้

พระพุทธองค์ทรงเปรียบผู้ที่เรียนพระธรรมมากแต่ไม่ปฏิบัติ เหมือน "คนเลี้ยงโคที่นับโคของผู้อื่น" แม้จะนับได้ทุกตัว แต่โคเหล่านั้นก็ไม่ใช่ของตนเอง ฉันใด ผู้ที่รู้พระธรรมมากแต่ไม่ปฏิบัติ ก็ยังไม่ได้รับผลแห่งธรรม ฉันนั้น อุปมานี้นับเป็นหนึ่งในอุปมาที่มีชื่อเสียงที่สุดใน พระธรรมบท


สรุปธรรม

เรื่องภิกษุ 2 สหายสอนให้เห็นว่า การปฏิบัติธรรมมีคุณค่ายิ่งกว่าการจดจำธรรมเพียงอย่างเดียว ความรู้เป็นเพียงแผนที่ แต่การลงมือปฏิบัติคือการเดินทางไปสู่จุดหมาย ผู้ที่นำธรรมะมาปรับใช้ในชีวิต ละกิเลส และฝึกจิตใจอย่างสม่ำเสมอ ย่อมเข้าถึงผลแห่งธรรม แม้จะศึกษาพระธรรมไม่มากก็ตาม พระธรรมบทเรื่องนี้จึงเตือนใจให้เป็นทั้ง "ผู้รู้ธรรม" และ "ผู้ปฏิบัติธรรม" ควบคู่กัน จึงจะได้รับประโยชน์อันแท้จริงจากพระธรรม.

 

 ===========================================

 

ประวัติผู้เรียบเรียงและสำนักพิมพ์ทองใบ

ประวัติผู้รวบรวมและเรียบเรียง

พลเรือตรี รองศาสตราจารย์ ทองใบ ธีรานันทางกูร

จากวิถีแห่งธรรม สู่เกียรติภูมิราชนาวี และปราชญ์ผู้รังสรรค์ปัญญา”


เส้นทางแห่งธรรมและพื้นฐานการศึกษา (ต้นกล้าแห่งปัญญา)

ชีวิตเริ่มต้นอย่างเรียบง่าย ณ ผืนแผ่นดินเมืองสี่แคว จังหวัดนครสวรรค์ ภายหลังสำเร็จการศึกษาชั้นประถมปีที่ ๔ ท่านได้ก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ตั้งแต่อายุ ๑๒ ปี สั่งสมบารมีธรรมและวิชาความรู้ยาวนานถึง ๑๓ ปี ในระหว่างนั้นท่านไม่เพียงศึกษาทางธรรมจนสอบได้ เปรียญธรรม ๙ ประโยค อันเป็นวิทยฐานะสูงสุดของคณะสงฆ์ไทย แต่ยังมุมานะสอบเทียบวุฒิทางโลกจนสำเร็จการศึกษาชั้นสูงสุด (ม.ศ. ๕) และคว้าปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับสอง) จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.)

ก้าวสู่โลกกว้างและความเป็นเลิศทางวิชาการ (มหาปัญญาไร้พรมแดน)

หลังลาสิกขาเพื่อแสวงหาความรู้ในระดับสากล ท่านได้เดินทางไปศึกษายังต่างแดนจนสำเร็จปริญญาโท (M.A. in Political Science) จากมหาวิทยาลัยปัญจาบ ประเทศอินเดีย ต่อมาในขณะรับราชการทหารเรือ ท่านได้รับทุนอันทรงเกียรติจากกองทัพเรือให้ไปศึกษาต่อ ณ สถาบันระดับโลกอย่าง London School of Economics and Political Science (LSE) มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ จนสำเร็จปริญญา M.Phil ทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้วยวิทยานิพนธ์อันโดดเด่นเรื่องนโยบายต่างประเทศไทยต่ออินโดจีน

ในระหว่างอยู่ ณ ต่างประเทศ ท่านยังได้สร้างเกียรติประวัติด้วยการดำรงตำแหน่งอุปนายกสามัคคีสมาคม และเป็นบรรณาธิการวารสารสำคัญในพระบรมราชูปถัมภ์ ทั้งยังได้รับเกียรติให้เป็นอาจารย์พิเศษสอนภาษาไทย ณ SOAS มหาวิทยาลัยลอนดอน นับเป็นการเผยแผ่วัฒนธรรมไทยในดินแดนตะวันตกอย่างสง่างาม

เกียรติภูมิราชนาวีและบทบาทครูผู้สร้างคน (ประทีปแห่งวิชาการ)

เมื่อกลับสู่มาตุภูมิ ท่านได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในฐานะอาจารย์ประจำกองวิชากฎหมายและสังคมศาสตร์ โรงเรียนนายเรือ ผลิตศิษย์ในราชนาวีรุ่นแล้วรุ่นเล่า จนได้รับพระราชทานยศเป็น พลเรือตรี และตำแหน่งทางวิชาการเป็น รองศาสตราจารย์ ทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ท่านยังได้รับเชิญเป็นอาจารย์พิเศษในสถาบันชั้นนำอีกมากมาย ทั้งมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี, วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม, และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.)

 

บทสรุปแห่งชีวิต (วิถีแห่งความเรียบง่าย)

ภายหลังเกษียณอายุราชการและการอุทิศตนให้แก่งานสอนในระดับบัณฑิตศึกษา ท่านได้เลือกกลับสู่ความสงบเรียบง่ายในฐานะ ชาวสวน” ผู้มีธรรมะเป็นเครื่องนำทาง พำนักอยู่ ณ จังหวัดนนทบุรี ปราจีนบุรี และนครสวรรค์ ตามวิถีแห่ง “บุญนำพา” โดยยังคงมุ่งมั่นรังสรรค์ผลงานวิชาการและบทเรียนภาษาบาลี เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ศิษย์และพุทธศาสนิกชนสืบไป

========================

 

📚✨ สำนักพิมพ์ทองใบ — ศูนย์รวม Ebook ธรรมะและหนังสือความรู้หลากหลายหมวด ✨📚

สำหรับผู้ที่กำลังมองหา หนังสือ Ebook คุณภาพ ที่อ่านง่าย ได้สาระครบถ้วน และเหมาะทั้งการศึกษาและการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

สำนักพิมพ์ทองใบได้รวบรวมผลงานไว้หลากหลายหมวดหมู่ ทั้งธรรมะ นิทานธรรมบท หนังสือแนวพัฒนาจิตใจ และสาระความรู้ทั่วไป ที่เรียบเรียงอย่างเป็นระบบ อ่านเข้าใจง่าย พร้อมคงแก่นแท้ของเนื้อหาเดิมจากแหล่งอ้างอิงทางพระพุทธศาสนา

เหมาะสำหรับทั้งผู้เริ่มต้นศึกษา และผู้ที่ต้องการทบทวนธรรมะอย่างลึกซึ้งในรูปแบบที่ทันสมัย

📖 เปิดอ่านได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านมือถือหรือแท็บเล็ต
📘 เหมาะสำหรับการเรียน การสอน และการปฏิบัติธรรม

👉 คลิกเข้าเยี่ยมชมร้านสำนักพิมพ์ทองใบใน MEB Market ได้ที่นี่
เพื่อเลือกชมและดาวน์โหลดหนังสือที่คุณสนใจได้ทันที

✨ เพิ่มแสงสว่างทางปัญญาให้กับชีวิต ด้วยการอ่านที่เข้าถึงง่าย แต่เปี่ยมด้วยธรรมะและสาระ 

 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

#นิทานธรรมบท ๓๕ เรื่อง ใน #บัณฑิตวรรค #อรหันตวรรค และ #สหัสสวรรค ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๔

    นิทานธรรมบท ๓๕ เรื่อง ในบัณฑิตวรรค อรหันตวรรค และ สหัสสวรรค ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๔...